© 2018  M.I.S.S.Consult

The Professional of Psychometric tests & People Development Provider

7 ประเภทนักบริหารสู่ความสำเร็จหรือล่มสลาย

November 7, 2017

 

ปัจจุบัน คำว่า ผู้นำ ดูจะเป็นคำที่ทุกคน ทั้งในสังคมและองค์กรต่างๆ ก็ให้ความสำคัญและต้องการให้สังคมของตนเอง หรือ องค์กรของตนเองมีลักษณะผู้นำที่ตนเองต้องการ บางครั้งเราให้ความสำคัญกับลักษณะของผู้นำที่ดี แต่กลับละเลยความสำคัญของลักษณะผู้นำที่ไม่ดี เพราะ ผู้นำถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการไม่รับรู้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะด้านลบของตนเองมากที่สุด

 

ไม่ค่อยมีใครอยากว่าผู้นำ เพราะนั่นหมายถึง ความโชคร้ายอาจจะเกิดขึ้นกับเขาผู้นั้นก็ได้ ดังนั้น ผู้นำส่วนใหญ่ จะได้ยิน แต่คำชื่นชม ส่งผลให้เป็นคนที่โชคร้ายในการพัฒนาตนเองต่อไป

 

ดังนั้น บทความนี้ จึงอยากเน้นรูปแบบผู้นำ เพื่ออย่างน้อยถ้าเราเป็นผู้นำ เราก็จะได้ระวังตนเองในระดับที่เหมาะสม ไม่ปล่อยตนเองจนกลายเป็นผู้นำที่ล้มเหลว

 

ดิฉันเคยอ่านบทความเกี่ยวกับผู้นำที่น่าสนใจ ชื่อ

 

"7 ประเภทนักบริหารสู่ความสำเร็จหรือล่มสลาย"

 

Reference: Harvard Business Review

By; David Rook และ William Torbert

 

เขาเขียนถึงลักษณะของผู้นำไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

 

1) ผู้นำประเภทนักฉวยโอกาส (Opportunist)

 

ผู้นำประเภทนี้มีเพียงร้อยละ 5 ของผู้นำทั้งหมดมีลักษณะเด่นคือ ยึดถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่จิตใจคับแคบ ไม่ไว้ใจใคร มองโลกในแง่ร้าย บ้าอำนาจ สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง การยอมรับและผลประโยชน์ มองเพื่อนร่วมงาน ลูกน้องและลูกค้าเป็นเสมือนเครื่องมือเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา ผู้นำประเภทนี้จะมองว่าโลกมนุษย์เต็มไปด้วยความโหดร้าย

 

การเอารัดเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นจึงต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมกลโกงทุกรูปแบบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นถูกต้องเสมอ

 

เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็พร้อมจะโต้ตอบกลับให้รู้ดำรู้แดงกันไปข้างหนึ่ง ผู้นำประเภทนี้มักจะดำรงตำแหน่งได้ไม่นานเพราะไม่มีใครชอบ ไม่มีใครอยากให้ความร่วมมือ ยากที่จะเจริญก้าวหน้าและหาความสุขไม่ได้ในชีวิต

 

แนวทางการแก้ไข คือ พยายามมองโลกในแง่ดี เปิดใจให้กว้างมีความไว้เนื้อเชื่อใจและจริงใจกับคนอื่นบ้างถึงแม้ว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเราอาจจะเจอแต่คนเอารัดเอาเปรียบแต่ไม่จำเป็นว่าปัจจุบันจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป

ถ้าอยากมีความสุข มีความเจริญก้าวหน้าและได้รับการยอมรับ ก็ต้องรู้จักเปิดใจยอมรับผู้อื่นบ้างอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติกับเราเช่นไรเราก็ต้องทำเช่นนั้นกับเขาก่อน

 

2) ผู้นำประเภทนักการทูต (Diplomat)

 

มีประมาณร้อยละ 5 ของผู้นำทั้งหมดผู้นำประเภทนี้มักเป็นที่รักของลูกน้องและเจ้านายเพราะกลุ่มนี้จะชอบสร้างภาพให้ตัวเองเป็นที่รักอยู่ตลอดเวลา เช่น พูดจาไพเราะ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไม่วิพากษ์วิจารณ์ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือเจ้านายดูผิวเผินอาจจะเป็นสิ่งดี

 

แต่ในความเป็นจริง การไม่ตำหนิติเตียนหรือวิพากษ์วิจารณ์ใครเลยจะทำให้องค์กรไม่มีการพัฒนา หรือการเก็บงำข้อบกพร่องและความขัดแย้งภายในองค์กรไม่ยอมบอกให้หัวหน้ารู้เพราะกลัวว่าภาพพจน์ตนเองจะเสียและจะถูกมองว่าเป็นคนช่างฟ้องจะทำให้ปัญหาบานปลายเนื่องจากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที

 

ดังนั้น ผู้นำประเภทนี้เมื่ออยู่ในตำแหน่งสูง ๆมักจะเกิดปัญหาและไม่เกิดประโยชน์ต่อองค์กรมากนัก

 

บุคคลประเภทนี้เหมาะที่จะเป็นฝ่ายต้อนรับและให้บริการมากกว่าการบริหาร เนื่องจากไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างลึกซึ้งเพราะสนใจแต่ภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้น กอปรกับมองว่าปัญหาและข้อบกพร่องเป็นเรื่องน่าอับอายและยุ่งยากจึงชอบหนีปัญหาเป็นต้น

 

แนวทางการแก้ไข คือ มองปัญหาและความขัดแย้งในแง่ดีและเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นองค์กรใดที่ไม่มีความขัดแย้งย่อมไม่มีการพัฒนา ดังนั้นการติเตียนและวิพากษ์วิจารณ์ในทางสร้างสรรค์ย่อมเป็นสิ่งดีทำให้องค์กรมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าต่อไป

 

3) ผู้นำประเภทชำนาญการ (Expert)

 

มีประมาณร้อยละ 38 ผู้นำประเภทนี้จะใช้ความรู้ที่ลุ่มลึกในงานที่ตนเองรับผิดชอบทำให้ผู้อื่นยอมศิโรราบบุคคลเหล่านี้จะชอบใฝ่หาข้อมูลใส่ตัวให้มากที่สุดเพื่อแสดงว่าตนนั้นอยู่เหนือผู้อื่นและมักคิดว่าตนเองเก่งที่สุดและไม่มีวันที่คนอื่นจะรู้เท่าทันทำให้บ่อยครั้งเกิดการทะเลาะกับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ อย่างหลีกเลี่ยงเสียไม่ได้

 

ผู้แต่งได้ยกตัวอย่างอาชีพที่มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมดังกล่าวเช่น นักบัญชี นักวิเคราะห์ทางการตลาด นักวิจัยการลงทุน วิศวกรเกี่ยวกับโปรแกรมข้อมูล และที่ปรึกษาในด้านต่าง ๆ เป็นต้น ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านี้จะมีข้อดีคือ มีความรู้อย่างแท้จริงและสามารถพัฒนาปรับปรุงสิ่งต่าง ๆให้ดียิ่งขึ้นมีความรับผิดชอบและตั้งใจทำงานเพราะต้องการผลิตผลงานออกมาให้ดีที่สุด

 

แต่ข้อเสียคือไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ งานส่วนใหญ่มักจะต้องทำคนเดียวและหน้าที่การงานก็ไม่เจริญรุ่งเรืองเท่าที่ควร เพราะชอบโอ้อวดและดูถูกคนอื่นที่ไม่มีความเชี่ยวชาญดังกล่าวจึงไม่ได้รับความช่วยเหลือและการสนับสนุนมากนัก

 

แนวทางการแก้ไข คือ รู้จักทำงานเป็นทีม รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนอย่าดูถูกดูแคลนผู้อื่นเพราะจะเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัว และให้ตระหนักว่าเหนือฟ้าย่อมมีฟ้า อย่ามั่นใจในตัวเองมากนัก

 

4) ผู้นำประเภทจัดการ (Achiever)

 

มีประมาณร้อยละ 30 บุคคลประเภทนี้สามารถทำงานทุกอย่างลุล่วงไปได้ด้วยดีตามระยะเวลาที่กำหนด รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี รู้จักการประนีประนอมและมีมนุษยสัมพันธ์ดี ภาพรวมของบุคคลประเภทนี้เหมือนจะดีแต่ผู้แต่งกล่าวว่า คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีวิสัยทัศน์ไม่กล้าคิดนอกกรอบ ไม่ค่อยมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จะทำเฉพาะสิ่งที่ได้รับมอบหมายถ้าเกินกว่านี้ก็จะไม่กล้าทำเพราะกลัวการเปลี่ยนแปลงและกลัวการสูญเสียอำนาจและมักจะมีปัญหากับลูกน้องที่อยู่ในประเภท "ผู้ชำนาญการ(Expert)" เป็นต้น

 

ผู้นำประเภทนี้ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นตัวสร้างปัญหาแต่ก็มิได้สร้างประโยชน์ให้กับองค์กรมากนัก

 

แนวทางการแก้ไข คือ รู้จักคิดนอกกรอบและกล้าที่จะเสี่ยงทำสิ่งใหม่ ๆที่สร้างสรรค์

 

5) ผู้นำประเภท "ข้าแน่คนเดียว" (Individualist)

 

มีประมาณร้อยละ 10 บุคคลประเภทนี้มีความคล้ายคลึงกับกลุ่ม "ผู้ชำนาญการ (Expert)" คือชอบทำงานคนเดียวแต่คนกลุ่มนี้จะรู้จักมองโลกสองด้านเช่น การรู้จักแยกแยะข้อมูลทางทฤษฎีกับการนำไปปฏิบัติจริงว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่หรือมีข้อจำกัดอะไรบ้าง หรือเป้าหมายของบริษัทนอกจากจะได้กำไรแล้วผลกระทบที่ตามมามีอะไรบ้าง

 

คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่สักแต่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้นแต่จะรู้จักวิเคราะห์และไตร่ตรองข้อมูลต่าง ๆกล้าที่จะคิดและเสนอสิ่งที่แตกต่างเต็มไปด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความรู้ความสามารถและต้องการผลักดันให้องค์กรมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

 

แต่จุดอ่อนของคนประเภทนี้คือ ไม่รู้จักการยืดหยุ่นหรือประนีประนอมและพร้อมที่จะสู้ตายเพื่อพิสูจน์ว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้องจึงทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกับคนทุกระดับไม่ค่อยเจริญก้าวหน้าเท่าที่ควรเพราะขาดคนสนับสนุนหรือกว่าจะไปถึงจุดสูงสุดก็ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างหนักเพื่อสู้กับแรงต้านที่มาทั่วทุกสารทิศ

 

แนวทางการแก้ไข คือ รู้จักปล่อยวางบ้างอย่ามั่นใจตัวเองมากนักเปิดใจยอมรับความคิดของผู้อื่นบ้าง รู้จักทำงานเป็นทีมและในฐานะหัวหน้าหากมีลูกน้องประเภทนี้ถือว่าเป็นเพชรเม็ดงามที่ขาดการเจียรนัยจึงควรให้การอบรมสั่งสอนให้รู้จักการวางตัวและแสดงออกอย่างเหมาะสม

 

6) ผู้นำประเภทนักยุทธศาสตร์ (Strategist)

 

มีประมาณร้อยละ 4 บุคคลประเภทนี้จะมีความรู้ความสามารถมาก มองเห็นภาพรวมทั้งหมดขององค์กรรู้ว่าสิ่งไหนทำได้หรือทำไม่ได้หรือยังขาดทรัพยากรใดบ้าง มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลสามารถสร้างความรักและศรัทธาจากลูกน้องและผู้ร่วมงานได้ยึดเอาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักรับความขัดแย้งได้ทุกรูปแบบ มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้องค์กรมีความเจริญก้าวหน้าและมีคุณธรรมไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ขององค์กรแต่เพียงฝ่ายเดียว

 

7) ผู้นำประเภทนักสร้างสรรค์พัฒนา (Alchemist)

 

มีประมาณร้อยละ 1 บุคคลกลุ่มนี้พร้อมที่จะพัฒนาตนเองและพัฒนาองค์กรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคล้ายคลึงกับ"กลุ่มนักยุทธศาสตร์ (Strategist)" แต่แตกต่างกันตรงที่นักยุทธศาสตร์นั้นจะมองภาพรวมทั้งหมดและจัดการทุกอย่างได้อย่างไม่มีที่ติ แต่นักสร้างสรรค์พัฒนานั้นนอกจากจะบริหารงานได้อย่างดีเยี่ยมแล้วยังสามารถริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เหนือความคาดหมายได้อีกด้วยนอกจากนั้น

 

คุณลักษณะอื่น ๆ ของผู้นำประเภทนี้คือสามารถรับได้ทุกสถานการณ์

ไม่มีความขัดแย้งเพราะมองปัญหาเป็นเรื่องธรรมดาพูดจานุ่มนวล ถูกต้องตามกาลเทศะ มีบุญบารมีมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าอยู่ตลอดเวลามีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาและมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม

 

 

Copyright 2016-2020: บทความ ข้อความ ข้อมูล รวมความถึง เนื้อหารายละเอียด ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ MissConsult Co., Ltd. การเก็บข้อมูล อาจทำได้โดยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางการค้า สื่อ หรือ ตีพิมพ์ซ้ำ คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การ ทำซ้ำ เผยแพร่ ตีพิมพ์ หรือ จำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท บริษัทจะดำเนินการ ตามกฎหมาย กับผู้ละเมิดสิทธิดังกล่าวโดยทันที

 

Please reload

Featured Review

Neuroscience for Competency: บรรลุสมรรถนะผ่านหลักการทำงานของเส้นใยประสาท

November 17, 2015

1/10
Please reload

Tag Cloud
Please reload

Please reload