© 2018  M.I.S.S.Consult

The Professional of Psychometric tests & People Development Provider

9 Signs of Stress and Prevention: 9 สัญญาณสมองก่อนภาวะเครียด

 

 

(ภาพจาก discovermagazine.)

 

 

โรคเครียด กลายเป็นหนึ่งในโรคยอดฮิตของการทำร้ายสุขภาพกายและสุขภาพจิตของคนทำงานอย่างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงอย่างน่าตกใจ และยิ่งไปกว่านั้น บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่า ผู้ทำงานกับความเครียด เป็นเรื่องคู่กัน ทำอะไร ไม่ได้ !!

 

 

MissConsult ขอนำเสนอ บทความการตรวจสอบระดับโรคเครียดของคุณ และ การดูแลรักษาตนเอง เพื่อให้โรคเครียดไม่สามารถทำร้าย หรือ ส่งผลกับสุขภาพของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย สัญญาณ 9 ประการดังนี้ 

 

 

9 สัญญาณ ควรรู้เพื่อดูแลสมอง

 

 

 

 

 

 

1. คุณมีความกังวลมากขึ้น

ความวิตกกังวลและความเครียดเป็นเสมือน เหรียญที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งโชว์ให้เห็น แสดงว่า อีกด้านอยู่ข้างใน เปรียบง่ายคือ ถ้าคุณมีความกังวลมากขึ้น (ด้านบนของเหรียญ) แสดงว่า ระดับความเครียดของคุณคือ ด้านล่างของเหรียญนั่นเอง

 

อาการทางความวิตกกังวล สามารถสังเกตได้ทาง อาการทางกายภาพ นั่นคือ คุณจะมีอาการของระดับความตึงเครียดกล้ามเนื้อ เช่น ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ คอ กล้ามเนื้อไหล่ หรือ ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ถ้ามากขึ้น ก็อาจแสดงออกทาง ระดับ การหายใจ ที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว หายใจเข้าเหมือนไม่พอ ตลอดทั้ง ระดับการเต้นของหัวใจเร็ว บางคนก็มีเหงื่อออก หรือ อาการวิงเวียนศีรษะ และ ความรู้สึกเหนื่อยล้า นอนหรือพักเท่าไหร่ก็ไม่สดชื่น

 

ความรู้สึกของความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผล ทำให้คุณมีลักษณะพฤติกรรม ย้ำคิดย้ำทำ เช่น เดินไปเดินมา พูดเรื่องเดิมๆ นั่นแสดงให้เห็นว่า คุณกำลังอยู่ในสภาวะ ความวิตกกังวล ที่ส่งผลกระทบให้เกิดระดับความเครียดรุนแรงแบบไม่รู้ตัว

 

การแก้ไข:

  • การฝึกการจัดการความเครียด ด้วยเทคนิค การหายใจ  (แบบนั่งสมาธิ คือ กำหนดการรับรู้ การเคลื่อนไหวของลมหายใจ) เป็นเทคนิคที่ช่วยในการผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

  • การพูดคุยกับคนที่คนไว้ใจ หรือ มีความสามารถในการให้คำแนะนำ หรือ การเลือกขอคำปรึกษาจากคุณหมด ด้านการบริหาร สุขภาพจิตก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถทำให้คุณมีแนวทางการแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรมและป้องกันตนเองได้ดีในอนาคต

 

 

2. คุณกลายเป็นคนใจร้อนมากขึ้น

ระดับความอดทนกับสถานการณ์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึง ระดับความเครียดที่มี ถ้าคุณมีความเครียดมาก ความอดทนก็ยิ่งน้อย ทำให้คุณแสดงออกอารมณ์ได้ง่าย

 

คุณกลายเป็นคนที่ใจร้อนมากขึ้น โดย ตัวคุณเองสามารถสัมผัสสัญญาณทางกายภาพของตัวคุณเองได้เลย เช่นความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ อุ้งมือมีเหงื่อออกง่าย หรือ มือสั่น ตลอดทั้ง ระดับการหายใจถี่ หงุดหงิดง่าย กับเรื่องเดิมๆ ที่เคยเจอแสดงออก ถึงความคิดแบบหุนหันพลันแล่น ต้องการเอาแต่ใจ

 

การแก้ไข

  • อารมณ์ เป็นเรื่องของตัวกระตุ้น หรือ Trigger ดังนั้น ในสถานการณ์ต่างๆ พยายามหาสาเหตุของสิ่งหรือเรื่อง ตลอดทั้ง คน ที่เป็นเสมือนตัวกระตุ้น ทำให้คุณแสดงออกทางอารมณ์ดังกล่าว และ เรียนรู้หาทางหลีกเลี่ยง หรือ บริหารตัวกระตุ้นดังกล่าว อย่างเหมาะสม

  • ฝึกการหายใจ และ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สามารถทำให้ระดับความอดทนของคุณเพิ่มได้ดีขึ้น

 

 

3. คุณอารมณ์เสียง่าย

เมื่อประสบกับสถานการณ์ความตึงเครียด หรือ กดดัน คุณจะแสดงออกถึง ความก้าวร้าว หรือ ความไม่พอใจ ได้อย่างง่ายดาย และ ส่งผลต่อความสามารถในการสื่อสาร ทำให้เกิดการสื่อสารเป็นไปในทิศทางของการใช้อารมณ์ เป็นหลัก

 

โดยทั่วไป จะแสดงออกในรูปแบบของความโกรธ ความไม่พอใจ การตัดสินใจใดๆ ในช่วงจังหวะนี้ จะทำบนพื้นฐานของอารมณ์ ทำให้บ่อยครั้งเกิดผลเสียมากกว่าเดิม

 

การแก้ไข

  • สังเกตอารมณ์ตนเอง ถ้ารู้สึกหงุดหงิด และ ก้าวร้าวบ่อยๆ ให้พยายามออกกำลังกาย ผ่านการเดิน

  • เมื่อมีเหตุการณ์ ที่รู้สึกอารมณ์เสีย ควรเดินออกไปหายใจช้าๆหรือ หาเวลาเวลาพัก จากสถานการณ์ดังกล่าว ก่อนตัดสินใจ หรือ ทำการสื่อสารใดๆ ออกไป

 

 

4. คุณขี้ลืมบ่อยขึ้น

คุณจะสังเกตเห็นว่าเมื่อคุณกำลังเครียด มันก็ง่ายที่คุณจะลืมได้ง่ายขึ้น? คุณลืมนัด คุณลืมเหตุการณ์สำคัญ หรือ แม้นกระทั่ง คุณลืม กุญแจรถ จำไม่ได้ว่าวางไว้ที่ไหน หรือ ลืมว่า วันนี้ คุณต้องทำอะไรบ้าง

 

สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะความเครียดมีผลกระทบในหน่วยความจำ ตามที่นักประสาทวิทยาและผู้เชี่ยวชาญกล่าวไว้ว่า ความเครียดส่งผลอิทธิพลต่อส่วนหนึ่งของสมองในด้านที่ประมวลผลข้อมูลและเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการท่องจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาณไฟฟ้าในสมองที่เกี่ยวข้องกับการก่อตัวของความทรงจำ จะมีความสามารถที่ลดลง ในสภาวการณ์ของความเครียด

 

การแก้ไข

  • ครั้งต่อไปที่คุณอยู่ภายใต้ความเครียดจำไว้ว่าการตอบสนองเริ่มต้นของสมองของคุณ คือ การทำงานลดลงในด้านความสามารถในการคิด และ การจำ ดังนั้น การเขียนบันทึกความเครียดออกมา สามารถช่วยสนับสนุน สมองของคุณให้แสดงออกทางความสามารถได้ดี ขึ้น และ เพิ่มความทรงจำที่ดีกลับคืนมา

 

 

 5. คุณสูญเสียสมาธิ

ความเครียด ทำให้คุณเกิดภาวะของการหมกมุ่นอยู่กับความคิดที่คุณกังวล ทำให้สมาธิของคุณที่จำเป็นในการจัดการชีวิตประจำวันลดน้อยลง ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง เรารู้สึกขาดเป้าหมายและเรารู้สึกควบคุมจิตใจของตนเองได้น้อยลง

 

จากการศึกษาทำโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด การขาดความรู้สึกในการควบคุมนี้จะนำไปสู่​​ความคิดครอบงำ ที่ส่งผลต่อการสร้างข้อจำกัด ด้านความมุ่งมั่น และ ความรักต่อตัวเองของเรา  

 

การแก้ไข

ความน่าสนใจของการศึกษาครั้งนี้ จากฮาร์วาร์ด คือ การตั้งข้อสังเกต ในด้านพฤติกรรมการคิดลบของเรา

  • ฝึกการจับการคิดลบ  ให้พยายามรู้ตัว เพื่อไม่ให้ความคิดดังกล่าวขยายผล โดยการรับรู้ถึงความคิด และ พยายามหยุดด้วยการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เราชอบ

  • หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องความคิดลบดังกล่าว วิธีการรักษานี้ ช่วยให้ความคิดลบเหล่านี้ค่อยๆจางหายไปโดยไม่ต้องใส่ความพยายามใด ๆ ที่มากเกินไป ทำให้สมองของเราหยุดการต่อต้านและสามารถรับมือได้ดีขึ้น หรือ การทำงานตาม ลำดับ ก็สามารถสนับสนุนการหยุดคิดลบได้ดี  

 

6. คุณผัดวันประกันพรุ่งมากขึ้น

การผัดวันประกันพรุ่งส่งผลกระทบต่อทั้งอาชีพและชีวิตส่วนตัวของคุณ  ทำให้ จิตใต้สำนึกของคุณจมอยู่กับความไม่พอใจ และ รู้สึกผิด ส่งผลต่อเนื่องกับการสูญเสียสมาธิในการทำสิ่งต่างๆที่ตั้งใจ

 

เมื่อเราเครียดมันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำงานให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราก็จะแสดงออกผ่านการผัดผ่อนวันเวลาในการทำงานสุดท้าย อาจพบว่า เรามีงานที่สำคัญรอทำมากกว่าเวลาที่มี และ กลายเป็นเรื่องเร่งเร้า ทำให้เราไม่สามารถส่งออกผลงานได้ดี และ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ในการเพิ่มความเครียดให้แก่เรามากขึ้น

 

ดร. นีล หนึ่งในจิตแพทย์ชื่อดัง ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ถ้าคนใดมีนิสัยผัดวันประกันพรุ่งมาก คนผู้นั้น จะมีลักษณะพฤติกรรมการใช้เวลากับสิ่งบันเทิง หรือ รื่นเริงใจมากขึ้น จนอาจควบคุมเวลาไม่ได้ 

 

การแก้ไข

  • การกำหนดเวลา สำหรับความบันเทิงสามารถเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง

  • การออกกำลังกาย

  • การวางตารางเวลาของตนเอง กับกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำ สามารถสนับสนุนทำให้เกิดการควบคุมเวลาและลดความเครียดได้ดี

 

 

7 คุณแสดงความสามารถทางการแก้ปัญหาได้ช้า

อย่างที่บอกว่า ความเครียดมีผลกระทบต่อสมองของเรา เมื่อเครียดสมองของเราปล่อย norepinephrine หรือ ฮอร์โมนความเครียด ที่จะนำไปสู่​​ การแสดงออกของร่างการยในลักษณะของความตื่นตัวเพิ่มขึ้น และสภาวะการเร้าอารมณ์นี้ยับยั้งความสามารถของเราในการเข้าถึงทรัพยากรทางจิต ในด้าน ความยืดหยุ่น ทำให้เราสร้างข้อจำกัด ในการคิด หรือ การกระทำ ในการแก้ปัญหา

 

 

การแก้ไข

  • การฝึก การหายใจ เพื่อสร้างความผ่อนคลาย

  • การขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือ จากบุคคลที่รักและนับถือ

 

 

​8. คุณมีความคิดเชิงลบมากขึ้น

ความคิดเชิงลบและแนวโน้มในการมองโลกแง่ร้ายเป็นสัญญาณ ของ การส่งผลจากเคมีของสมอง ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเราได้สัมผัสกับความเครียด ทำให้เกิดลักษณะการคิดลบ เพื่อป้องกันตนเอง

 

การแก้ไข

  • ความคิดเชิงลบ โดยทั่วไปเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ ดังนั้น เทคนิครับรู้ อารมณ์และปล่อยวาง ผ่านการทำกิจกรรมอื่นๆ หรือ หยุดการพูดคุยเรื่องดังกล่าว ตลอดทั้ง การเขียนออกมา เป็นเทคนิคที่ดีและส่งผลโดยตรงต่อสมอง

  • การสร้างความคิดเชิงบวก ก็มีความสำคัญ โดยการ ฝึกคิดเชิงบวก ผ่านการเริ่มต้นด้วย การพูดกับตนเองในลักษณะบวก  - เรื่องนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะ คุณกำลังติดต่อสื่อสารกับตัวเอง โดยการส่งข้อความด้านบวก ให้เกิดผลกระทบต่อความคิดของคุณอารมณ์และความนับถือตนเอง ในด้านที่ดีขึ้น (สนใจอ่าน Positive Self-talk เพิ่มเติม)

 

9. คุณเจ็บป่วยง่าย และ มีอาการปวด ตามร่างกายได้ง่าย

ความเครียดมีผลเสียต่อร่างกายของคุณเพราะมันเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนมากขึ้นยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันของตัวคุณเอง ทำให้ร่างกายสร้างความตึงเครียด โดยเฉพาะในส่วนหัวและลำตัว

 

เมื่อสมองของคุณ หลั่งฮอร์โมนมากขึ้น (เช่น norepinephrine) ทำให้ความสามารถผลิตเคมี ที่ส่งผลต่ออาการปวดหัวไมเกรนและความตึงเครียดเพิ่มสูงสุดอย่างเห็นได้ชัด โดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของประเทศอเมริกา ได้รายงานว่าคนที่ฝึกการผ่อนคลายและเทคนิคการจัดการความเครียด สามารถลดจำนวนการหลั่งฮอร์โมนดังกล่าว ทำให้อาการปวดหัวของพวกเขา ลดได้ในอัตรามากที่สุด ระหว่าง 35 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

 

ความเครียดยังทำให้เกิดความตึงเครียดซึ่​​งก่อผลโดยตรง ต่อ ระบบประสาท ทำให้เกิดการ ลดการไหลเวียนของเลือดไปยังกล้ามเนื้อ ส่งผลต่อสภาวะของอาการ ปวดเมื่อยปวดหลัง หรือ บางครั้ง แสดงออกในลักษณะของการ หดเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้พบว่า คนประสบความเครียดมีแนวโน้มที่จะเครียดคอไหล่ และ กล้ามเนื้อด้านหลัง

 

การแก้ไข

  • การเรียนรู้เทคนิคการบริหารร่างกาย ที่ได้รับผลกระทบจากการหลั่งฮอร์โมน เพื่อลดสภาวะบาดเจ็บของร่างกายและเพิ่มการฟื้นตัวของร่างกาย

  • การรับประทานวิตามินเสริมต่างๆที่จำเป็น เช่น แมคนีเซียม หรือ กลุ่มวิตามินบีรวม วิตามินซี เป็นต้น

 

 

 

ดังจะเห็นได้ว่า ความเครียด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการ 1 ใน 9 สัญญาณ ด้านบน ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องเรียนรู้การระงับความเครียด ที่อาจส่งผลให้เรามีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนป่วยได้ง่ายในอนาคต ดังนั้น อย่าลืมดูแลตนเองให้ห่างไกลความเครียดกันง่ายๆ ด้วยหลักการดังกล่าว

 

- MissConsult

 

Copyright 2015-2020: บทความ ข้อความ ข้อมูล รวมความถึง เนื้อหารายละเอียด ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ MissConsult Co., Ltd. การเก็บข้อมูล อาจทำได้โดยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางการค้า สื่อ หรือ ตีพิมพ์ซ้ำ คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การ ทำซ้ำ เผยแพร่ ตีพิมพ์ หรือ จำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท บริษัทจะดำเนินการ ตามกฎหมาย กับผู้ละเมิดสิทธิ์ดังกล่าวโดยทันที

Please reload

Featured Review

Neuroscience for Competency: บรรลุสมรรถนะผ่านหลักการทำงานของเส้นใยประสาท

November 17, 2015

1/10
Please reload

Tag Cloud
Please reload

Please reload