• kullaya

เครียดอย่างไรให้มีชีวิตยืนยาว?


“ความเครียดเป็นสิ่งที่อันตรายต่อสุขภาพของเรา” , “ความเครียดทำให้เรามีชีวิตที่แย่ลง” ใครบ้างครับที่มีความเชื่อแบบนี้อยู่ ถ้าแอดมินบอกว่ามีงานวิจัยที่ เก็บสำรวจกับผู้ใหญ่กว่า 30,000 คนพบว่าคนที่มีความเครียดสูง เป็นกลุ่มคนมีอายุยืนที่สุดแม้จะนับรวมกลุ่มที่มีความเครียดน้อยเข้าไปด้วยก็ตาม จะเชื่อกันไหมครับ? เพียงแต่แอดมินต้องขอเพิ่มเงื่อนไขอีกนิดนึงว่า ความแตกต่างของคนกลุ่มนี้คือถึงจะเครียดหนักแต่พวกเขาไม่เชื่อว่าความเครียดเป็นสิ่งที่ทำร้ายพวกเขาครับ แต่กับกลุ่มที่เครียดหนักและเชื่อว่าความเครียดทำร้ายพวกเขา งานวิจัยพบว่าโอกาสเสี่ยงที่พวกเขาจะตายเพิ่มขึ้นสูงถึง 43% เลยครับ เนื่องจากการทำงานในปัจจุบัน ความเครียด คงเป็นสิ่งที่พวกเราหนีไม่พ้น ต้องเจอกับมันทุกวัน สำหรับผู้ทำงานมืออาชีพการบริหารความเครียดให้มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งนอกจากจะทำให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีอีกด้วย ประเด็นก็คือเอาละ… เรารู้แล้วว่าการคิดว่าความเครียดเป็นสิ่งที่แย่จะทำให้เราอายุสั้น แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะไม่คิดแบบนั้น ยิ่งกับในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้จริงไหมครับ? วันนี้แอดมินจึงอยากแนะนำทั้งเครื่องมือและเทคนิคในการบริหารความคิดของเรา เพื่อจัดการกับความเครียดอย่างได้ผลครับ ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของเราเพื่อมองความเครียดในแง่บวก สิ่งที่เราต้องการก็คือเครื่องมือที่จะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น ว่าสำหรับตัวเรา ความเครียดจะมาในรูปแบบไหนและส่งผลกระทบอย่างไรต่อความคิดของเราบ้าง ซึ่งเครื่องมือที่ว่าก็คือ Everything DiSC Workplace Profile ครับ ซึ่งจะช่วยให้เราวิเคราะห์ตัวเองได้อย่างชัดเจน ด้วยระบบการทดสอบล่าสุดด้วย Adaptive Testing ซึ่งมีความแม่นยำสูง ทำให้ผู้ใช้ได้ Insight เฉพาะสำหรับตนเอง และยังง่ายต่อการจดจำและนำไปใช้ สิ่งที่เราจะได้คือ Profile ส่วนตัวของเราซึ่งจะรวมถึงลิสสิ่งที่จะทำให้เราเครียด โดยแอดมินได้นำสรุปเบื้องต้นสำหรับ DiSC แต่ละบุคลิกภาพมาให้รับชมกันแล้ว สามารถดูได้จากในรูปเลยครับ เนื่องจากความเครียดซึ่งร่างกายเราสัมผัสได้ มักจะเกิดขึ้นจากความคิดของเรา “Perceived Stress” มากกว่าเหตุการณ์นั้นจริงๆ หรือให้ลองนึกง่ายๆว่าถ้าเรารู้สึกว่ากำลังถูกข่มขู่อยู่ (ไม่ว่าจะด้วยการข่มขู่ด้วยอาวุธจริงๆ หรือด้วยสงครามประสาท) การตอบสนองของเราก็มักจะมีสองทางคือ “สู้” หรือ “หนี” ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจบุคลิกภาพของตัวเอง เราอาจจะเผลอ Auto-Response ตอบสนองไปด้วยทางใดทางหนึ่งโดยไม่ได้คำนึงถึงผลลัพธ์ (หรืออาจจะจมกับตัวเองด้วยการเครียดอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ทำอะไร) ซึ่งการที่เราเข้าใจ DiSC Style ของเรา จะทำให้เราสามารถนำเทคนิค Cognitive Reframing (ปรับเหตุการณ์แง่ลบที่เกิดขึ้นให้เสมือนเป็นความท้าทายหรือโอกาสในการเรียนรู้) ไปปรับใช้ในการบริหารความเครียดอย่างได้ผลสำหรับตัวเราครับ โดย Cognitive Reframing จะมีอยู่ 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ 1.เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการความคิด: คือเราต้องเข้าใจก่อนครับว่ากระบวนการคิดในแง่ลบของเรารูปแบบไหน ส่งผลให้เกิดความเครียด เข้าใจปัจจัยแต่ละตัว และลองคิดว่าในสถานการณ์นั้นๆเราจะสามารถปรับความคิดของเราให้มองมันออกมาในแง่บวกได้อย่างไร . ซึ่งสำหรับขั้นตอนนี้เราสามารถอ่านได้จากใน Everything DiSC Workplace Profile ของเราได้เลยครับ ทำความเข้าใจปัจจัยที่จะทำให้เราเกิดความเครียด และมุมมองในแง่บวกสำหรับคนบุคลิกภาพแบบเรา ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ได้เลย (Motivator & Stressor) สามารถดูตัวอย่างจากในรูปที่สองซึ่งจะเป็นสำหรับคน Style Si ได้เลยครับ 2.มีสติ รู้ทันความคิดของเรา: ขั้นตอนนี้สำคัญมากๆ เพราะถ้าขณะที่เหตุการณ์นั้นเข้ามากระทบเรา แล้วเราไม่มีสติ เราก็จะไม่สามารถควบคุมความคิดของเราได้ ซึ่งสำหรับขั้นนี้เราสามารถฝึกได้โดยการจดบันทึกเรื่องราวๆต่างๆ เขียน Diary และลองอ่านเรื่องราวของเราเอง โดยลองนึกว่าเราเป็นคนอื่น ผู้สังเกตการณ์ เราจะมีมุมมองต่อเรื่องต่างๆอย่างไร 3.ลองท้าทายวิธีคิดของเรา: พิจารณาว่าความคิดของเรา ณ ตอนนั้น มีความเป็นจริงอยู่กี่เปอร์เซ็น เป็นสิ่งที่เราจินตนาการไปเองกี่เปอร์เซ็น จากนั้นลองคิดว่าเราสามารถตีความเหตุการณ์นั้นในแง่อื่นๆได้อีกไหม การตีความแบบไหนที่จะให้ประโยชน์แก่เรา 4.เปลี่ยนมุมมองของเราให้เป็นความคิดแง่บวก: เมื่อมองเหตุการณ์หนึ่งๆที่เป็นลบกับเรา คุยกับตัวเองโดยใช้อารมณ์ด้านลบน้อยลง ลองมองว่ามันเป็นความท้าทาย เป็นโอกาสที่เราจะได้เติบโตขึ้น หา “ของขวัญ” จากทุกๆสถานการณ์ให้เจอ เช่นถ้าเราเป็น S Style แล้วกำลังเผชิญกับความเครียดซึ่งเกิดจากงานด่วน งานเร่ง เราสามารถปรับมุมมองของเราต่อสถานการณ์นั้นเช่น 1.เป็นการฝึกทักษะการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว 2.คิดว่าคนอื่นเชื่อใจความสามารถของเราที่เราจะสามารถทำงานนั้นได้เสร็จ หรือถ้าเราเป็น I Style แล้วกำลังเผชิญกับความเครียดที่เกิดจากการขาดความร่วมมือกันทำงานในทีมซึ่งกำลังทำโปรเจ็คใหญ่กันอยู่ – ลองมองว่านี่เป็นโอกาสที่แต่ละคนจะได้ทำงานคนเดียว ซึ่งสุดท้ายอาจจะกระตุ้นให้ทีมเกิดการร่วมแรงร่วมใจในที่สุด แม้ความเครียดจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกผลกระทบต่อตัวเราได้ นักจิตวิทยา Kelly McGonigal ได้ให้ข้อคิดกับเราไว้ผ่าน Ted Talk ของเธอไว้ว่า “ถ้าเราเลือกที่จะมองความเครียดเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เรากำลังสร้างความกล้าหาญให้กับตัวเองอยู่ และยิ่งเมื่อเราเลือกที่จะติดต่อกับคนอื่นภายใต้ความเครียด สิ่งที่เราจะได้คือทักษะความยืดหยุ่นและจิตใจที่เข้มแข็ง” เมื่อเราเลือกที่จะมองความเครียดในแง่บวก ไม่เพียงแต่เราจะบริหารความเครียดได้ดีขึ้น สิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมคือ เรายังกำลังบอกตัวเองว่าเราเชื่อใจในตัวเองที่จะจัดการกับสิ่งท้าทายต่างๆในชีวิต แอดมินขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ก้าวข้ามความเครียดไปสู่การประสบความสำเร็จและสุขภาพที่ดี ด้วยกันนะครับ 😊


255 views

© 2018  M.I.S.S.Consult

The Professional of Psychometric tests & People Development Provider