• Career Coach., MissConsult.com

Knowledge is no longer power


เนื่องด้วยผมได้อ่านผลสำรวจที่น่าสนใจ ผู้เขียนชื่อ Dr. Jonas Ridderstrale ได้เขียนบทความที่ได้ทำการศึกษาในการประชุมฐานะแขกรับเชิญของ Ashridege Business School, UK. ด้วยหัวเรื่องที่ผมเห็นก็ต้องอยากอ่านเพิ่มมากขึ้น

ใช่แล้วครับ เขาเขียนว่า ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่ถือว่าได้เปรียบหรือสร้างความแตกต่างได้อีกต่อไป ด้วยปัจจุบันสภาพสังคมมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งที่ต้องการให้มีมากขึ้นในคนทำงาน และ ผู้อยู่ในโลกของธุรกิจก็คือ Competence (ความสามารถ), Community (กลุ่ม, สังคมในกลุ่ม) and the courage (ความกล้าหาญ) ในเนื้อหาเขียนไว้ว่า ทั้งสามสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและสร้างความแตกต่างทางด้านการแข่งขันในองค์กรต่างๆได้อย่างให้ผลประโยชน์มากถึง สามเท่า

จากที่เราคุ้นเคยกันว่า คนที่มีความรู้ในระดับความ MBA เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงว่ามีความรู้และความสามารถ บริษัทต่างๆต้องการตัว แต่ในปัจจุบัน ความคิดดังกล่าวได้ถูกทำให้ลดความสำคัญลง ด้วยว่า ความรู้ในระดับของ MBA ได้เป็นเรื่องที่หาได้ง่ายแทบจะเรียกว่าธรรมดามากๆสำหรับสังคมปัจจุบัน MBA ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ว่าผู้เป็นเจ้าของจะเป็นที่ต้องการขององค์กรใดๆมากไปกว่าผู้อื่นอีกแล้ว กลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เหมือนกับว่าในที่ทำงานต้องมีห้องน้ำเป็นเรื่องธรรมดาขนาดนั้นเลยครับ

จริงอยู่ว่า ความรู้เป็นสิ่งจำเป็นในการทำงาน แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่นๆในแง่ที่ดูมีประโยชน์ หรือสร้างความแตกต่างได้อีกต่อไป แต่ที่พูดนี้ไม่ได้รวมถึง เทคนิค หรือ ชั้นเชิงนะครับ อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่เราพูดกันถึงระดับการศึกษาผ่านมหาลัย การมีเทคนิคที่ดี หรือ ชั้นเชิง ที่เยี่ยมยอด ย่อมเป็นตัวส่งเสริมความรู้ของคุณให้ดียิ่งขึ้น แต่ ความรู้ไม่ได้เพิ่มทักษะในด้านเทคนิคหรือชั้นเชิงสักเท่าไหร่นัก ดังเราจะเห็นได้โดยง่ายว่า บางท่านไม่ได้จบระดับการศึกษา MBA กลับสามารถประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้มากกว่า

ปัจจุบัน องค์กรในหลายๆประเทศพัฒนาแล้วมุ่งเน้นที่จะเพิ่มคุณค่าในส่วนของ IC หรือ Intellectual capital โดยบริษัทหรือองค์กรจำเป็นต้องมีแบบแผน 4 รูปแบบที่แตกต่างกันในการประตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการพิจารณากันที่จุดแข็งและจุดอ่อน Strengths and Weakness ตามลำดับ ในระดับขององค์กร 2 รูปแบบ และในระดับของตัวพนักงานอีก 2 รูปแบบ

การมุ่งพัฒนาทั้ง 4 แผนข้างบนจะต้องคำนึงถึงจุดอ่อน หรือจุดด้อยในตัวของพนักงาน ในส่วนที่เป็นจุดแข็งขององค์กร เริ่มกันด้วย ความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์กรแต่ละองค์กรก่อน เอกลักษณ์ที่เป็นที่ยอมรับในวงการธุรกิจว่า องค์กรนั้นๆ เก่งในด้านใด แล้ว มุ่งเน้นความสามารถหรือความเก่งกาจทางด้านนั้นให้ขยายผลให้ทั่วแก่พนักงาน ทำให้มั่นใจว่า พนักงานที่ทำงานในองค์กรนั้นจะต้องมีความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์กรเข้มแข็ง วิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดก็คือ การฝึกอบรมมาตรฐานทั่วๆไป

หาผู้นำที่ดีและมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ไม่ใช่ถ่ายโอนตำแหน่งหรือความรับผิดชอบ โดยสอนให้ผู้ตามเข้าใจในเนื้อหาของความรู้หรือทักษะในการทำงานไม่ได้ ในการที่จะพัฒนาในส่วนของ IC เราถือว่าเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่บริษัทหรือองค์กรจะต้องคำนึงถึงในรูปแบบของการปรับปรุงที่เป็นระยะและวัดผลได้

จากการศึกษาและผลสำรวจเราอาจกล่าวได้ว่า ต่อไปในโลกของเราจะประกอบไปด้วยบริษัทหรือองค์กรเพียงแค่ 2 ประเภท นั่นคือ ประเภทที่ 1 ผู้รวดเร็ว (The quick ) และ ประเภทที่ 2 ผู้ที่ตายไปแล้ว (The Dead)

เราอาจจะยังกล่าวถึงหลักการของฟิสิกส์ที่ว่า ความเร่ง หรือ Velocity เป็นตัวสำคัญในการให้เกิดผลของ mass และ energy หรือ ผลงานนั่นเองในเชิงของธุรกิจและการแข่งขัน การทำงานต้องเป็นการกระจายอำนาจมากขึ้น และ เป็นไปด้วยความรวดเร็วเพื่อที่องค์กรนั้นๆจะได้เปรียบคู่แข่ง และ การที่ความเร็วหรือการเร่งความเร็วจะเป็นการดี มันหมายถึงว่า การที่องค์กรนั้นหรือบริษัทนั้นมีพนักงานที่มีศักยภาพที่ดีด้วยเช่นกัน

ในอดีตหรือในยุค 1990s ความสามารถจะถูกวัดบนพื้นฐานขององค์กร แต่ในปัจจุบัน เราดูถึงการก้าวหน้า และ ผลกำไรที่สืบเนื่องจากการประสบความสำเร็จด้าน จิตวิทยา และ สังคมวิทยา ที่ถูกนำไปใช้ในองค์กร เพราะทั้งสองประเภทนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และ เป็นการทำให้องค์กรนั้นมีแรงขับเคลื่อนที่ดี

จากผลการสำรวจที่พบ เราพบว่า พนักงานในกลุ่มที่มีการศึกษาดี และ อยู่ในระดับสูง สามารถทำผลกำไรให้องค์กรอยู่ในระดับที่ 28%

ขณะที่ พนักงานกลุ่มพนักงานที่รักการเรียนรู้ อาจจะมีการศึกษาน้อยกว่า แต่มีลักษณะที่เด่นชัด ในบุคลิกภาพที่มีความมั่นใจ หรือ กลุ่มคนที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง เชื่อในความสามารถของตน กลุ่มพวกนี้กลับสามารถทำผลงานให้กับบริษัทมากถึง 38%

การที่คนจะทำผลกำไรหรือทำงานให้ดีแก่องค์กร กลับเป็นบุคคลที่มีความกระตือรือร้น มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมีทัศนคติที่เป็นบวก พยายามที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จะเป็นบุคลากรที่เป็นที่ต้องการขององค์กรในอนาคต มากกว่าบุคคลที่จบการศึกษาระดับสูง แต่ไม่มีความกระตือรือร้น หรือ คิดว่าตนเองเก่ง ไม่รู้จักทักษะการพัฒนาตนกับสังคม เพราะในความเป็นจริงการศึกษาเป็นส่วนเสริมทักษะทางด้านความคิดมากกว่าที่จะเป็นเครื่องหมายว่าเราเก่งกว่าหรือฉลาดกว่าคนอื่น ถ้าไม่ใช่โอกาสทางการศึกษาที่มากกว่าเข้ามาพัฒนาทักษะ และ มีความกระตือรือร้น รวมถึงสร้างทัศนคติที่เป็นบวกให้เกิดแก่ตนเอง การศึกษานั้นก็แทบจะมีประโยชน์น้อยมากกับองค์กร

ผลสำรวจสอดคล้องกับหลักการทางจิตวิทยาที่ว่า ความเชื่อมั่น ความหวัง การมองโลกในแง่ดี รวมทั้ง ความศรัทธา จะเป็นตัวกระตุ้นที่เป็นบวกในการดึงพลังงานด้านที่ดีที่สุดของบุคคลนั้นออกมา ถึงแม้นว่าเราจะไม่สามารถล่วงรู้ในอนาคตได้ แต่กลุ่มคนพวกนี้จะเป็นคนที่ทำให้เกิดความกระตือรือร้น และ สร้างพลังให้เกิดในองค์กร รวมทั้งทำให้องค์กรนั้นขับเคลื่อนไปในทิศทางที่เป็นบวก

ในระดับความสามารถทางด้านสังคม ก็มีการยกมาอ้างถึงว่า สามารถที่จะส่งผลกระทบในความสามารถของพนักงานที่มีต่อองค์กรหรือบริษัทได้ด้วยเช่นกัน เพราะเป็นการดึงดูดหรือสร้างคนในกลุ่มให้มีความรู้สึกและนึกคิดเหมือนๆกัน ถ้าพนักงานในองค์กรมีความสามารถทางด้านสังคมที่ดี เกิดความรู้สึกที่ดีต่อองค์กร สิ่งที่สื่อออกไปภายในกลุ่มย่อมทำให้เกิดความเป็นทีมงาน และ เป็นความมุ่งมั่นเพื่อองค์กร

เมื่อเป้าหมายขององค์กร ได้อยู่บนพื้นฐานของความไว้ใจ ความนิยม และ อยู่ในกลุ่มของผู้มีความเชื่อมั่นในองค์กร นั่นหมายถึงว่า องค์กรมีความเข้มแข็ง และ มันยากที่จะทำให้เป็นลบได้และนี้คือสิ่งที่องค์กรสมัยใหม่ต้องการสร้างให้เกิดขึ้น

ในเรื่องของจิตวิทยา เป็นเรื่องของอารมณ์และจิตใจ ถ้าได้รับการพัฒนาที่ถูกต้องย่อมเป็นสิ่งที่มีอำนาจในกลุ่มคนได้มาก เราจะเห็นได้ว่า ในเรื่องของศาสนา ความเชื่อ ศรัทธา มีพื้นฐานมาจากอารมณ์และเป็นสิ่งที่ติดตัวคนมานานจนไม่สามารถแยกออกมาได้ ด้วยความเชื่อเช่นนี้ การมองภาพภายใต้ความเชื่อจะเป็นในลักษณะของความฝัน ความกล้าได้กล้าเสี่ยง ภาพผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะทำให้มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงด้วยจิตสำนึกของบุคคลได้ เราเรียกว่า BHAI หรือ A big, hairy audacious idea ได้มีการยกตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ มักจะพูดว่า I have a dream มากกว่าที่จะพูดว่า I have a five-year plan

ยกตัวอย่างในกรณีของ สหรัฐ ที่ถูกมองว่าเป็น ผู้มีอำนาจในโลกของธุรกิจ ในความเป็นจริง สหรัฐ ก็เป็นประเทศที่ได้ประโยชน์จากความคิดในเชิง BHAI ของคนโดยทั่วไปที่สร้างภาพให้แก่ สหรัฐ มากกว่าที่ตัวประเทศสหรัฐจะเป็นด้วยตนเอง เพราะ พื้นฐานแล้ว สหรัฐถือเป็นประเทศเกิดใหม่ และ ทุกคนคิดเสมอว่า สหรัฐ เป็นดินแดนแห่งโอกาส ทุกคนสามารถเป็นคนสหรัฐได้ ทุกคนสามารถมีดินแดนของตนเองได้ ด้วยพื้นฐานแห่งอารมรณ์ของความหวัง และ ความเชื่อ เช่นนี้ ก่อให้เกิดกลุ่มคนที่มีความเชื่อเช่นนี้ ก้าวเข้ามาสู่ดินแดนที่ชื่อว่า สหรัฐ และ ได้สร้างสหรัฐให้เป็นดินแดนที่พวกเขาคิด

ลองคิดดูง่ายๆ คุณลองย้ายไปอยู่ หรือ ทำงานที่ ญี่ปุ่น หรือ ฝรั่งเศส คุณว่าคุณต้องใช้เวลากี่ปี คุณถึงจะได้การยอมรับโดยแท้จริงว่า เป็นคนญี่ปุ่น หรือ คนฝรั่งเศส แทบเป็นไปได้ยาก แต่สำหรับ สหรัฐ ไม่ว่าคุณจะมาจากที่ไหน แต่คุณสามารถเป็นคนสหรัฐได้โดยง่ายมากกว่าประเทศดังกล่าว

ความรู้เฉพาะ หรือ ที่เราเรียกกันว่า Know-how ต่อไปจะมีความหมายที่ลดน้อยลง ถ้ามันไม่ได้ถูกทำให้เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของบุคคลผู้นั้น หรือ ทัศนคติ ของเขาผู้นั้น ที่เขาสามารถพัฒนามันได้อย่างเหมาะสม

พนักงาน หรือ บุคลากร จะถูกพิจารณามากยิ่งขึ้นในเรื่องด้านจิตวิทยา ความสามารถทางด้านสังคม และ ความกล้าหาญของการตัดสินใจ ซึ่งทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้มีความเชื่อมั่นในตนเอง และ สามารถที่จะเป็นกำลังที่ดีขององค์กรได้

นับว่าน่าสนใจไม่น้อย สำหรับ การสำรวจดังกล่าว ซึ่งทำให้เราเห็นว่า นอกจากที่เราจะต้องมีความรู้เป็นองค์ประกอบ แต่ การที่จะทำงานให้เป็นที่ต้องการ เรายังต้องคำนึงถึง ทัศนคติ ความเชื่อมั่น ในความสามารถและกล้าที่จะทำด้วยครับ แต่ผมฝากไว้นิดหนึ่งว่า ความเชื่อมั่น เป็นคนละเรื่องกับความหลงตนเองนะครับ เพราะ คุณจะเชื่อมั่นได้ คุณเองต้องเคยมีหลักฐานว่าเคยทำได้ หรือ ทำสำเร็จมาก่อน หรือว่า ได้เคยลองทำมาแล้ว หรือ มีประสบการณ์ที่ทำให้เราเชื่อว่าจะทำได้ หรือ ได้ผ่านการคิดอย่างรอบคอบถึงผลเสียและ ผลดี มาอย่างเรียบร้อย แต่ถ้าเราหลงตนเอง ก็เหมือนกับว่า ไม่เคยลองทำอะไรมาก่อน แต่คิดไปเองว่าทำได้ คิดว่าง่าย หรือ ไม่รอบคอบเพียงพอนั่นเองครับ

- M.I.S.S.Consult.com Copyright 2016-2020: บทความ ข้อความ ข้อมูล รวมความถึง เนื้อหารายละเอียด ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ MissConsult Co., Ltd. การเก็บข้อมูล อาจทำได้โดยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางการค้า สื่อ หรือ ตีพิมพ์ซ้ำ คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การ ทำซ้ำ เผยแพร่ ตีพิมพ์ หรือ จำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท บริษัทจะดำเนินการ ตามกฎหมาย กับผู้ละเมิดสิทธิดังกล่าวโดยทันที

#career #attitude

© 2018  M.I.S.S.Consult

The Professional of Psychometric tests & People Development Provider