• Career Coach., MissConsult.com

รู้จักเก็บเงินกับ- บัตรเครดิต


สำหรับสังคมคนทำงาน ยิ่งในปัจจุบัน บัตรเครดิต ดูจะเป็นสิ่งที่ทุกคนมีติดตัวประจำกระเป๋าในฐานะเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้า โดยไม่ต้องจำเป็นพกเงินสด นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บแต้มสะสมเพื่อแลกสิ่งของในระดับต่างๆกันไป

อย่างไรก็ตาม หลายๆคนกลายเป็นทาสบัตรเครดิต นั่นคือ ทำงานมาแต่ละเดือน ก็หมดเงินกับการชำระค่าบัตรเครดิต ยิ่งมีมากใบ กลายเป็นว่า จับใบโน่น ชำระใบนี้ กลายเป็นหนี้ท่วมท้น ส่งผลให้เงินเดือนที่ได้รับ หมดไปการชำระค่าบัตรเครดิต

สำหรับคนทำงานสมัยใหม่อย่างเรา ก็ต้องเรียนรู้วิธีการใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ ไม่เป็นทาสของเจ้าบัตรใบเล็กสี่เหลี่ยมนี้

ก่อนอื่นเราก็ต้องทำความเข้าใจบัตรเครดิตกันให้ดีๆเสียก่อน การใช้บัตรเครดิตก็เท่ากับการกู้เงินจากธนาคารเป็นการส่วนตัว ซึ่งเป็น “สินค้ากำไรดีของธนาคาร”ก็ว่าได้ เพราะเวลาคุณผิดนัด หรือ ผ่อนชำระ เขาจะคิดคุณสูงกว่าอัตราที่เขากู้กันทั่วไปหลายเท่าตัวทีเดียว ดังนั้น คุณจึงต้องควบคุมการใช้จ่ายให้ดี อย่าใช้มากเกินกำลังชำระคืน เมื่อถึงเวลาต้องชำระ

เมื่อได้รับการแจ้งยอดหรือทวงถามจากธนาคารเจ้าของบัตรแล้ว กรุณารีบจ่ายให้ตรงเวลา ถ้าช้าก็เท่ากับว่าของที่คุณซื้อมาจะมีราคาแพงขึ้นอย่างไม่สมควร ก่อนที่บัตรเครดิตจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้คุณ กรุณาพิจารณาให้ดีๆว่าคุณจะใช้เจ้าบัตรนี้อย่างฉลาดได้อย่างไร

ทำงบค่าใช้จ่ายประจำเดือน โดยจัดแบ่งเป็น 2 คอลัมน์ คอลัมน์แรกเขียนรายการค่าใช้จ่าย คอลัมน์ที่สองเขียนรายได้หลังหักภาษี เมื่อนำค่าใช้จ่ายมาเปรียบเทียบกับรายได้ คุณจะเห็นทันทีว่า คุณสามารถก่อหนี้ได้มากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือน และ หนี้ระดับดังกล่าวคุณรับภาระไหวหรือไม่

วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างกรอบการใช้จ่ายให้กับตัวเองก็คือ การยืมเงินหรือใช้เงินล่วงหน้าที่เราเห็นเป็นยอดค้างในบัญชีบัตรเครดิตภายในวงเงินที่คุณสามารถใช้คืนได้ ลองไตร่ตรองดูว่าในแต่ละเดือน คุณสามารถใช้เงินได้ในจำนวนเท่าไร จากนั้นจึงค่อยให้เครดิตตัวเองตามจำนวนนั้น แทนที่จะมานั่งดูว่าบัตรเครดิตแต่ละใบให้วงเงินคุณเท่าไหร่ กฎทั่วไปคือ คุณควรจำกัดยอดของการใช้บัตรเครดิตแต่ละเดือนไว้ที่ 20%ของรายได้หลังหักภาษี

ถ้าไม่แน่ใจในนิสัยการใช้เครดิตของตัวเอง คุณควรตัดปัญหาแต่ต้นลมด้วยการจำกัดตัวเองโดยใช้บัตรเครดิตเพียงใบเดียว เช่น บัตรเครดิตของสถาบันการเงินที่ร่วมกับห้างสรรพสินค้าที่คุณไปชอบปิงเป็นประจำ

ในกรณีที่ใช้บัตรเครดิตหลายๆใบ ควรพิจารณาวันตัดยอดของบัตรแต่ละใบเพื่อให้การใช้บัตรเครดิตเกิดประโยชน์สูงสุดในเรื่องระยะเวลาปลอดหนี้

วิธีใช้บัตรเครดิตให้ฉลาดที่สุด และได้ประโยชน์สูงสุด คือ ต้องพยายามทำให้บัญชีบาลานซ์ในทุกเดือน อย่าให้มียอดหนี้ค้างชำระจากเดือนก่อนเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น จะทำให้คุณเดินเข้าสู่วังวนแห่งการเป็นหนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

จำไว้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่เกิดจากการใช้สินเชื่อหมุนเวียน โดยมียอดหนี้ค้างชำระจากเดือนก่อนๆ เป็นอัตราดอกเบี้ยที่โหดที่สุดเท่าที่คุณเคยรู้จัก โดยทั่วไปแล้วสูงถึง 24% ต่อเดือน และเคยขึ้นไปสูงสุดประมาณ 28% ในช่วงที่ดอบเบี้ยแพงๆ

ต้องมั่นใจว่าการใช้บัตรเครดิตของคุณไม่เกิด “ค่าปรับ” ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะค่าปรับบางทีอันตรายกว่าอัตราดอกเบี้ยเสียอีก

อ่านรายละเอียดต่างๆให้ถ้วนถี่ เพราะบัตรเครดิตของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ถ้าคุณเป็นนักช้อปที่ไม่อาจหักห้ามใจตัวเองได้ และ มักทำผิดเงื่อนไขการชำระเงินติดต่อกันมานานคุณยังไม่ควรใช้บัตรเครดิตจนกว่าจะเคลียร์หนี้สินเก่าได้

หากละเลยการชำระหนี้ หรือ แย่กว่านั้น คือ ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องเดินเข้าสู่กระบวนการทางศาล เพราะจะทำให้เครดิตของคุณถูกทำลายซึ่งนับเป็นโทษมหันต์ ทางออกคือ ต่อสู้กับความจริงด้วยการเผชิญหน้าร่วมแก้ปัญหากับธนาคารเจ้าของบัตร

ฉลาดเลือกบัตรเครดิต

ในการเลือกใช้บัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ สิ่งแรกที่ควรคำนึงหนีไม่พ้นเรื่องอัตราดอกเบี้ยการใช้สินเชื่อหมุนเวียน ค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมผิดนัดชำระหนี้ ไปจนถึงเงื่อนไขการให้บริการ ซึ่งแต่ละแห่งจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด

อย่าลืมว่า บัตรเครดิตสามารถเป็นทั้งเครื่องมือในการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็อาจเป็นช่องทางนำไปสู่ “หายนะทางการเงิน” ได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับนิสัยการใช้จ่ายและความสามารถในการจัดการด้านการเงินของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าคุณตั้งใจที่จะใช้บัตรเครดิตด้วยการจ่ายเต็มจำนวนตามยอดที่เรียกเก็บทุกรอบบัญชี ก็ควรใช้บัตรที่มีค่าธรรมเนียมต่ำหรืไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโดยไม่ต้องคำนึงถึงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อหมุนเวียน เพราะถ้าคุณจ่ายตรงตามกำหนด และครบทุกครั้ง ไม่ว่าธนาคารไหนก็ไม่มีโอกาสได้ดอกเบี้ยจากบัญชีของคุณ

แต่ในกรณีที่คุณนิยมชำระหนี้เพียงบางส่วน หรือไม่มีความสามารถที่จะจ่ายเงินได้เต็มจำนวนในแต่ละรอบบัญชี ก็ควรเลือกบัตรโดยพิจารณาที่อัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก ต้องเลือกที่คิดอัตรดอกเบี้ยต่ำ ส่วนจะเสียค่าธรรมเนียมรายปีมากสักหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว ค่าธรรมเนียมรายปีนั้นต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนมาก นอกเหนือจากนิสัยการใช้บัตรแล้ว ยังต้องประเมินเงื่อนไขของตัวเราเองเพื่อเลือกบัตรเครดิตที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต หรือ กิจวัตรประจำวันให้มากที่สุด

ถ้าเลือกบัตรเครดิตของสถาบันการเงินที่ออกร่วมกับห้างสรรพสินค้าที่เราช้อปปิงในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ก็อาจจะได้สิทธิพิเศษพ่วงเข้ามา เช่น ได้ลดราคา 5% ในทุกรายการที่ซื้อของในห้างนั้นๆ โดยใช้บัตรดังกล่าว

อีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือ ความสะดวกสบายในการชำระยอดคงค้างบัตรเครดิต เพราะไม่ว่าบัตรเครดิตใบนั้นๆ จะวิเศษอย่างไร ให้สิทธิประโยชน์มากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นบัตรของธนาคารที่เราไม่สะดวกที่จะเดินทางไปชำระยอดคงค้างในแต่ละเดือน ก็จะสร้างปัญหาตามมา และ อาจจะต้องเสียค่าปรับอย่างที่ไม่ควรเป็น ฉะนั้น การเลือกบัตรเครดิตต้องดูนิสัยทั้งการใช้เงิน วิถีชีวิต และ เงื่อนไขที่แต่ละธนาคารมอบให้ว่าสอดรับกับตัวเราแค่ไหน

เบิกเงินสดล่วงหน้า

การเบิกเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิต หรือ Cash Advance หลายคนอาจผ่านประสบการณ์นี้มาแล้ว บริการนี้เป็นการให้กู้เงินจากวงเงินเครดิตของตัวเอง โดยผู้ถือบัตรเครดิตสามารถเบิกเงินสดได้ตามจำนวนที่ต้องการในแต่ละครั้ง แต่ต้องไม่เกินวงเงินที่แบงค์กำหนดไว้ เช่น 60% ของวงเงินที่ได้รับ

แม้ว่า สิทธิในการเบิกเงินสดล่วงหน้าจะเป็นสิทธิประโยชน์ที่ดูดี เพราะช่วยให้คุณพ้นจากภาวะเงินขาดมือในบางช่วงที่สภาพคล่องหดหายกะทันหัน

แต่ทางที่ดีคุณควรหลีกเลี่ยงการ “เบิกเงินสดล่วงหน้า” จากบัตรเครดิตโดยตั้งระยะห่างไว้ไกลๆ แกล้งลืมไปเลยก็ได้ว่มีออบชั่นนี้อยู่ เพราะ “ค่าธรรมเนียม” จากการเบิกล่วงหน้าที่สูงจน “โอเว่อร” จะตรงเข้าเล่นงานคุณทันที ตั่งแต่วินาทีแรกที่เงินออกจากเครื่อง ฉะนั้นควรคิดให้ดีก่อน เพราะค่าธรรมเนียมเมื่อนำมาเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วสูงมาก

Cash Advance เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดฐานะทางการเงินของคุณได้เป็นอย่างดี เป็นตัวบ่งชี้ว่าฐานะของคุณเป็นอย่างไร และ ยิ่งถ้าเป็นการเบิกเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตใบหนึ่ง เพื่อไปชำระหนี้จากบัตรเครดิตอีกใบด้วยแล้ว ยิ่งบ่งชัดว่า สถานการณ์ทางการเงิน ของคุณอยู่ใน “โซนอันตราย”

การเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตต้องเสียค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า ค่า Advance ครั้งละ 120-150 ต่อ 3000 บาทโดยประมาณ หากมีเศษของ 3000 ก็จะปัดเต็มจำนวน คุณก็ต้องจ่ายมากขึ้นไปอีก ทั้งๆที่ไม่ควรต้องเป็นเช่นนั้น

ไม่เท่านั้น เพราะการกดเงินสดจากบัตรเครดิตทุกครั้ง ยังต้องเสียดอกเบี้ยทันที ค่าภาษี อีก 7% โดยดอกเบี้ย จะเริ่มเดินนับตั่งแต่วันแรกที่เงินไหลออกจากตู้เอทีเอ็มสู่มือคุณจนถึงวันที่คุณจะชำระเงินเต็มจำนวน

เห็นไหมว่าการกดเงินล่วงหน้านี้ “โหด” แค่ไหน แม้ว่าจะได้ชื่นใจจากเงินที่กำอยู่ในมือ แต่หลังจากนั้นไม่นาน อาการชื่นใจดังกล่าวอาจหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้พบกับ “ใบแจ้งหนี้” ที่บวกค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยจนเกินกว่าจำนวนที่คุณกดไปไม่น้อยเลย

แค่นี้ก็เพียงพอที่จะบอกกับตัวเองว่า “ไม่”ได้แล้ว ดังนั้น อย่ากดเงินล่วงหน้าเด็ดขาด ถ้าไม่อยู่ในภาวะตีบตันจริงๆ

(Thank you & reference: หนังสือ ลาก่อนความจน วางแผนรวย จาก กรุงเทพธุรกิจ)

- M.I.S.S.Consult.com Copyright 2016-2020: บทความ ข้อความ ข้อมูล รวมความถึง เนื้อหารายละเอียด ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ MissConsult Co., Ltd. การเก็บข้อมูล อาจทำได้โดยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางการค้า สื่อ หรือ ตีพิมพ์ซ้ำ คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การ ทำซ้ำ เผยแพร่ ตีพิมพ์ หรือ จำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท บริษัทจะดำเนินการ ตามกฎหมาย กับผู้ละเมิดสิทธิดังกล่าวโดยทันที


152 views

© 2018  M.I.S.S.Consult

The Professional of Psychometric tests & People Development Provider