• Career Coach., MissConsult.com

The Most Admired Person พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ


อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้ จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน

บทความข้างบน คงจะทำให้บางท่านหวนคิดถึงสถานการณ์บางอย่างที่เคยเจอ สำหรับข้าพเจ้าเอง บทความข้างบนมีอิทธิพล และ ก็มีผลต่อชีวิตของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก

เจ้าของบทความเป็นคนไทย ท่านที่ข้าพเจ้าให้ความเคารพมากท่านหนึ่งถึง แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้เจอ เพราะท่านผู้นี้ได้เสียชีวิตไปในปี พ.ศ 2505 เจ้าของบทความท่านนี้ก็คือ พลตรี หลวง วิจิตรวาทการ บุคคลที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ภูมิประวัติความสามารถ ทั้งทางด้านความคิด สติปัญญา มิได้ด้อยไปกว่าท่านใดในโลกของผู้ประสบความสำเร็จท่านอื่นๆ

The Most Admired Person ข้าพเจ้าขอนำประวัติ ท่าน พลตรี หลวง วิจิตรวาทการ มาเสนอเพื่อเป็นข้อคิด และ แนวทาง ในการ ดำเนินชีวิตที่ดีของเรา

ข้าพเจ้าเองนั้น ในวัยรุ่นจัดเป็นคนใจร้อน ถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่ อยากนักที่จะยอมเชื่อใครง่ายๆ ถ้าไม่มีเหตุผล หรือ ข้อพิสูจน์ อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าเองก็ยึดหลักในการเป็นคนที่จริงใจ ไม่ทำร้ายใคร คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น แต่ในสังคมของมนุษย์ ได้พิสูจน์ให้ข้าพเจ้าทราบมาแล้วว่า ความจริงใจมิใช่เป็นสิ่งที่เราสามารถนำพามายืนยันเพื่อบอกใครๆให้ยอมรับ หรือ รับเราเป็นพวกได้ เพราะเขาอาจจะไม่มองว่า สิ่งที่เราเรียกว่าความจริงใจ เป็นความจริงใจสำหรับเขาก็เป็นได้

บทความข้างบน เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่า การทำเป็นไม่รู้บ้างในบางเรื่อง และ ยอมให้คนที่เรารัก หรือ เพื่อนของเรา ได้มีโอกาสนำเสนอความสามารถเสียบ้าง ยังได้รับความจริงใจมากกว่า

ท่านพลตรี หลวงวิจิตร วาทการ เป็นบุคคลที่ข้าพเจ้านับได้ว่า ประสบความสำเร็จ จากการสร้างตัวเองอย่างแท้จริง การที่เราเอาอย่างบุคคลท่านที่สามารถทำได้จริงในชีวิตของท่าน เป็นสิ่งที่ฉลาดที่สุด เพราะท่านเหล่านั้นได้พิสูจน์หลักการที่สอนเราแล้วว่า ใช้ได้จริง โปรดอย่าเสียเวลาในชีวิตของท่าน ไปหลงหรือเชื่อในสิ่งที่แม้ผู้พูดหรือผู้สอนเอง ก็ยังทำไม่สำเร็จ

ข้าพเจ้าเอง พบเจอบุคคลที่ผ่านมามีสามจำพวก ที่เจอคราใดก็ให้รู้สึก เหนื่อยใจเสีย เพราะเหนื่อยในการสอน หรือ แนะนำ

จำพวกหนึ่ง จำพวกรู้ฉลาด รู้ไปหมด แต่เป็นการรู้ และ การฉลาดในทางที่ไม่ถูกต้อง ท่านเคยไหม ที่สอนหรือหวังดีต่อใครสักคน แต่บุคคลท่านนั้น กลับมองเห็นเป็นเรื่องง่าย ไม่เห็นควรทำเลย หรือ จะทำ เมื่อไหร่ก็คงได้ เพราะแค่นี้ ฉันเองก็ดีพออยู่แล้ว บุคคลจำพวกนี้ เป็นกลุ่มคนที่สอนยาก เนื่องด้วยเห็นว่า ตัวเองเก่งเลิศ มิมีเรื่องใดที่ไม่รู้ รู้ทุกเรื่อง แต่เลือกที่จะไม่ทำ ดูเหมือนเป็นคนฉลาด และ มีความคิด แต่แท้ที่จริง แล้ว กลับเป็นกลุ่มคนที่โง่ และ น่าสงสารมากที่สุด เพราะบุคคลกลุ่มนี้จะไม่เคยคิดที่จะทำอะไรดีๆให้ตัวเองเลย เนื่องจากเชื่อว่าตัวเองเก่งอยู่แล้ว ข้าพเจ้าหวังว่า ผู้อ่านของข้าพเจ้าคงจะหลีกเลี่ยงที่จะเป็นกลุ่มนี้

จำพวกที่สอง ใจอ่อน เคยไหมครับ ตอนที่อยู่กับเรา พูดกับเรา ก็ดูมีกำลังใจ ทำได้ แต่พอห่างสักนิด ก็ลืม หรือไม่คิดแม้นจะเก็บไปคิดที่จะทำ หรือ แก้ไข คนกลุ่มนี้อาจจะต้องพูดย้ำบ่อยครั้ง หรือต้องคอยอยู่ใกล้ๆ คอยย้ำเตือนสติอยู่เสมอ

จำพวกที่สาม คนช่างผลัด พวกนี้เข้าใจดี และ ยอมรับดี เห็นดีด้วย เพียงแต่ว่า ขอเลื่อนไปทำพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือว่า อาทิตย์หน้า สุดท้าย เวลาของเขาก็ไม่เคยมาถึง

ที่ข้าพเจ้าแยกประเด็นกลุ่มข้างบนออกมา ก็เพราะว่า อยากให้ท่านผู้อ่าน ตระหนักถึงความสำคัญของความคิด และ การใช้เวลา ถ้าท่านมีความคิดดีๆใดๆที่จะกระทำเพื่อตัวท่านเอง จงรีบกระทำการนั้นเสีย อย่าได้ปล่อยให้ล่วงเลยไปเสียเด็ดขาด การได้เรียนรู้ ความคิด แนวการทำงาน หรือ ข้อคิดดีๆจากท่านที่ประสบความสำเร็จ เป็นทางเลือกของผู้ฉลาด เพราะท่านสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตของท่าน โดยไม่ต้องเสียเวลาเจอ หรือ ค้นหาด้วยตนเอง รวมทั้งยังเป็นข้อมูลแก่ชีวิตของท่านในการปรับมาใช้ในสถานการณ์ต่างๆได้อีกเช่นกัน

ในปัจจุบัน คนอ่อนแอง่ายเสียเหลือเกิน การหางาน การทำชีวิตให้ประสบความสำเร็จ ดูเป็นเรื่องยากด้วยข้ออ้างที่ว่า เราเกิดมาไม่เก่ง ไม่มีโอกาส ไม่มีความสามารถ หรือ ไม่รวย เกิดมาบนกองเงินกองทอง แม้กระทั่ง โชคไม่เข้าข้าง เป็นข้ออ้างที่ดูทำได้ง่าย และ ดูมีเหตุผล แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความสำเร็จเป็นของท่านที่ได้พยายามเท่านั้น ในโลกนี้มีคนรวยมากมายที่ล้มเหลว มีโอกาสมากมายที่ไม่มีคนใช้ มีคนเก่งมากมายแต่ไม่ประสบความสำเร็จใดๆเลย จะมีเพียงแต่ คนมีความเพียรพยายามเท่านั้น กลุ่มคนเหล่านั้นจึงได้เป็นผู้ชนะ น้อยนักที่ผู้ประสบความสำเร็จจริงๆ จะเป็นคนรวยมาก่อน หรือ เหตุผลอื่นใดมากกว่าเป็นผู้ที่มากด้วยความเพียรพยายาม มีความคิดที่ดี ที่ถูกต้อง และเป็นคนไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

ท่าน พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นท่านหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในเรื่องนี้ ท่านหลวงวิจิตรวาทการ เกิดในปี 2441 ในครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย อาจจะจัดได้ว่ายากจนด้วยซ้ำไป ตั่งแต่สมัยเด็ก ก็เป็นเด็กที่ชอบศึกษา อ่านหนังสือ แต่เนื่องด้วยพ่อแม่ไม่สามารถส่งให้เรียนได้ จึงได้สอบเข้าทางธรรม และ ได้มีโอกาสเรียนจนถึงอายุ 20 ปี ซึ่งได้มีโอกาสออกมาทำงานเป็นครั้งแรกที่กระทรวงการต่างประเทศ ไม่มีเงินแม้กระทั้งจะซื้อหนังสืออ่าน สำหรับการทำงานที่กระทรวง โดยต้องอาศัยวิธีการยืมหนังสือของเพื่อนมาขอคัดลอกเอาเป็นเล่มไว้อ่านเอง ตัวท่านหลวงวิจิตรวาทการเอง เคยกล่าวไว้ในหนังสือประวัติของท่านเองว่า

“ความจำเป็น เป็นเหตุแห่งความเจริญ ข้าพเจ้ามีความจำเป็นต้องต่อสู้กับความยากจนในชีวิต และในชีวิตของข้าพเจ้าไม่เหมือนชีวิตของคนอื่น กล่าวคือ ถ้าไม่ต่อสู้ด้วยกำลังแขนของตนเอง ข้าพเจ้าก็ต้องอดตายไปนานแล้ว ของทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นในชีวิตของข้าพเจ้า เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องจัดหาเอง ไม่มีใครมาหยิบยกให้ แต่โดยความพยายามซึ่งข้าพเจ้ามีอยู่ไม่แพ้มนุษย์ใดๆ ประกอบกับความจำเป็นที่บังคับให้ข้าพเจ้าต้องพยายาม ข้าพเจ้าจึงสามารถทำความเจริญให้แก่ตัวเองได้บ้าง”

ท่าน หลวงวิจิตรวาทการ มีประวัติการทำงานเริ่มต้น เป็นเพียงแค่ เสมียน ในกองการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แต่เนื่องด้วยเป็นบุคคลที่ใฝ่ขยัน และ เรียนรู้ที่จะประพฤติ ปฎิบัติ ตนให้ดีที่สุด โดยทั้งมีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างถูกต้อง ในการเป็นคนดี มากกว่า มีปมด้อยว่า ด้อยโอกาสหรือยากจน ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงเป็นบุคคลท่านหนึ่งที่ขยันทำงาน และ เรียนรู้ ไม่ว่าต้องพบเจออุปสรรคใด ก็หาให้ท่านผู้นี้ ท้อแท้ หรือ ท้อถอยไม่ เป็นบุคคลท่านที่ไม่ยอมทิ้งชีวิตของตนเอง ไว้กับโชคชะตา หรือว่า พี่งพาใคร ด้วยเหตุแห่งคิด ทำดี และ มีความคิดที่ถูกต้อง ทำให้ท่านประสบความสำเร็จในชีวิตถึงดำรงตำแหน่ง ท่านทูตระหว่างประเทศ รวมทั้ง กรรมการ ประธาน มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ประกอบกับตำแหน่งสำคัญ อื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรี ในกระทรวงสำคัญต่างๆในสมัยนั้น ถ้าต้องให้เล่าประวัติของท่านอย่างละเอียด คงเป็นเรื่องที่ยาวมาก อยากให้ท่านผู้อ่านไปหาซื้อหนังสือประวัติของท่านมาอ่านเองคงได้ประโยชน์ รวมทั้งได้เก็บไว้เป็นหนังสือที่เอาไว้อ่านยามที่ต้องการกำลังใจ

ข้าพเจ้าอยากเขียนถึง ข้อคิดในการทำงานที่ ท่าน พลตรีหลวงวิจิตร ได้ทิ้งไว้ให้เราๆ ท่านๆ ได้นำไปใช้เป็นหลักในการทำงาน เพื่อเป็นกำลังใจ ในการทำงาน และ ให้มีความเชื่อที่ถูกต้องว่า ตัวเรา สามารถที่จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ และ มีความสุขในชีวิต ได้ ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจ มากล่าวไว้เป็นบางเรื่อง ดังต่อไปนี้

“ปัญหาสำคัญในเรื่องกุศลโลบาย สร้างความยิ่งใหญ่ นั้น อยู่ที่ว่า เราจะแปล “ความยิ่งใหญ่” ไปในทางใด หรือว่าเราต้องการความยิ่งใหญ่ในทางไหน ถ้าต้องการความยิ่งใหญ่ในทางอำนาจวาสนา หรือ ความยิ่งใหญ่ในชีวิต ท่านก็จะเห็นเองว่า ความยิ่งใหญ่ในทางนั้น ไม่ได้ให้ความผาสุกแก่ตัวผู้ยิ่งใหญ่และไม่แน่ใจว่าจะยิ่งใหญ่ได้ตลอดไปหรือไม่ อาจถูกทำลายได้ง่ายๆ ส่วนความยิ่งใหญ่ทางจิตใจ เป็นความยิ่งใหญ่ที่ถาวร ให้ความผาสุก และจะไม่มีใครทำลายลงได้เลย “

สำหรับข้อคิดข้างบน ก็เป็นตัวอย่างที่ดี สำหรับท่านผู้ทำงาน หรือ ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จ หรือ ความยิ่งใหญ่ นั่นหมายถึงว่า ท่านให้ความหมายของคำว่า ประสบความสำเร็จหรือ ความยิ่งใหญ่ ในตัวท่านอย่างไร ไม่จำเป็นต้องเหมือน คนอื่น แต่เป็นสิ่งที่ท่านเห็นว่า เป็นสิ่งที่มีค่าต่อท่านมากสุด ก็พอ ท่านได้ทำ และ ทำสำเร็จ ท่านก็มีความสุข นับเป็นสิ่งที่ดีที่สุด อาจเป็นเรื่องง่ายๆ เช่นว่า การได้ทำงานและสามารถเลี้ยงดูครอบครัว โดยปราศจากภาะหนี้สิน มิต้องติดอันดับเป็นผู้รวยล้นแต่อย่างไร เป็นต้น

กุศลโลบายอันดีที่สุดในการสร้างความยิ่งใหญ่นั้น คือพยายามให้ตัวเองรู้จักผู้อื่นมากกว่าที่จะให้ผู้อื่นรู้จักตัวเอง พยายามให้ตัวเองเข้าใจคนอื่น มากกว่าที่จะให้คนอื่นเข้าใจตัวเอง พยายามให้ตัวเองรู้จักคนอื่นไม่ใช่พยายามให้ผู้อื่น รู้จักตัวเองแต่ฝ่ายเดียว

“มีผู้กล่าวว่า การสร้างความยิ่งใหญ่นั้น ง่ายนิดเดียว คือเห็นแก่ตัวให้น้อยหน่อยเท่านั้น แต่การสละละทิ้งความเห็นแก่ตัวนั้น ไม่ใช่ของง่าย เพราะมนุษย์เราจำต้องมีชีวิตอยู่ ต้องเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัว ความรู้สึก ระลึกถึงตัวก็ย่อมจะต้องมีอยู่เป็นธรรมดา คนที่สามารถสละละทิ้งความเห็นแก่ตัวได้เด็ดขาด ย่อมเป็นมนุษย์พิเศษ และสร้างความยิ่งใหญ่ได้จริงๆ แต่เมื่อเราทำอย่างนั้นไม่ได้ ก็ต้องเห็นแก่ตัวน้อยหน่อย หนทางสร้างความยิ่งใหญ่ก็จะมีขึ้น”

เราเองแม้ไม่สามารถเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือ ผู้ประสบความสำเร็จ จนถึงขนาดถูกจารึกชื่อ เราเองก็สามารถเป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตของเราเองก็พอ เพียงแค่ได้ทำประโยชน์ในขอบเขตและความสามารถที่เราทำได้ ได้เป็นคนดีของสังคม และที่สำคัญคนที่เรารัก ครอบครัวของเราก็พอ

“การดูความเป็นไปของมนุษย์ เราควรมองดูแต่ทางที่ดี คนทุกคนในโลกย่อมมีดีและชั่วระคนกันอยู่ในตัวเสมอ ถ้าเราจะค้นหาคนที่ดีพร้อมทุกอย่างไม่ด้างพร้อย ไม่เคยทำอะไรผิดเลยแล้ว ก็คงไม่ง่ายกว่าที่จะค้นหาเข็มในสมุทร ฉะนั้นถ้าเราจะศึกษาหาประโยชน์จริงๆ แล้ว ก็ควรมองดูแต่ทางที่ดีงาม เช่น ถ้าเรามีโอกาสจะเข้าใกล้ชิดท่านผู้ใหญ่ เราควรพยายามพิเคราะห์ว่า ท่านผู้นี้มีมีอะไรดีบ้าง ไม่ใช่มองดูว่า มีทางเสียอยู่อย่างไรบ้าง ทำได้ดังนี้จะเป็นประโยชน์แก่เรามาก โดยที่เราสามารถจะนำเอาคุณสมบัติของท่านมาเป็นแบบอย่างสำหรับเรา”

“คนที่มีหัวใจแข้มแข็งนั้น ย่อมไม่รู้จักฉุนเฉียวหรือโกรธง่าย คนที่โกรธง่ายคือคนอ่อนแอ ไม่สามารถจะบังคับตัวของตัวเอง ผู้ที่เข้มแข็งนั้นไม่รู้จักหวาดกลัวต่ออันตราย และไม่คิดว่าตัวเกิดมาเคราะห์ร้าย หรือว่าบุคคลและสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกเป็นศัตรูแก่ตัว คนอย่างนี้ไม่มีใครสามารถจะเอาชนะได้ เพราะถึงแม้ผู้ที่เบียดเบียนกลั่นแกล้ง จะมีโอกาส ทำร้ายได้สักเพียงไร ก็ทำได้แต่กายตัว จะทำร้ายหัวใจด้วยไม่ได้ หากจะถูกประทุษร้ายจนย่อยยับ ก็สามารถก่อร่างสร้างตนให้กลับดีขึ้นได้อีกโดยรวดเร็ว ด้วยอำนาจหัวใจที่แข้มแรงไม่ย่อท้อ”

“มีหลักที่ควรเชื่ออยู่อันหนึ่งว่า เคราะห์ร้ายนั้นมันจะเอาชนะเราไม่ได้ จนกว่าเราจะยอมแพ้มัน คนที่มีลักษณะเข้มแข็งนั้น สามารถจะร้องท้าให้ตัวเคราะห์เดินเรียงกันเข้ามาเป็นแถวๆ และจะต่อสู้ให้มันพ่ายแพ้ไปด้วยอำนาจหัวใจของตนเอง มนุษย์ที่มีลักษณะเข้มแข็งแล้วย่อมไม่รู้จักเคราะห์ร้าย”

"ในเวลาที่เราตกอยู่ในความทุกข์ยากเท่านั้น ที่เราจะรู้จักตัวของเราเอง รู้จักเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง รู้ว่าใครดีใครไม่ดี สิ่งไม่ดีที่เราทำไว้จะระดมเข้ามาให้ผลร้ายแก่เราในเวลานั้น ถ้าหากเราพยายามต่อสู้ได้ เราจะปลดเปลื้องเรื่องร้ายทั้งหลายให้หมดไป และตั้งต้นชีวิตใหม่ได้อย่างสะดวกสบายที่เดียว"

"โชคร้ายเท่านั้นที่จะช่วยให้เรารู้จักญาติมิตรของเราตามที่เป็นจริง แทนที่โชคร้ายจะเป็นความร้าย โชคร้ายกลับเป็นความดี ที่ช่วยให้เราสามารถกลั่นกรองเอาญาติมิตรที่ดีไว้ และกวาดทิ้งญาติมิตรที่ร้ายออกไป นักปราชญ์หลายคนกล่าวว่า โชคร้ายเท่านั้นที่จะช่วยให้เรารู้จกตัวเองและรู้จักคนอื่นด้วย"

"อันที่จริงชีวิตลำบากนั่นเองเป็นเหตุทำคนให้เป็นคน เพราะความลำบากชั่วขณะหนึ่ง ย่อมจะเป็นผลดีไปชั่วกาลนาน ถ้าเราจะต้องการรู้จักว่า คนเราจะรอดพ้นความลำบากได้อย่างไร เราก็ต้องยอมเข้าประจันหน้ากับความลำบาก"

"บุคคลอื่นอาจจะก่อผลร้ายให้เราได้ แต่จะไม่ร้ายเท่ากับที่เราก่อให้แก่ตัวเอง มนุษย์เราทำร้ายตัวเอง มากกว่าที่คนอื่นทำร้าย ความเสียหายที่เราก่อให้แก่ตัวเราเอง มีพิษสงแรงร้ายกว่าที่คนอื่นทำให้เพราะผลร้ายที่ผู้อื่นก่อให้นั้น เราสามารถแก้ไขป้องกันตัวเองได้ แต่ถ้าเราเป็นผู้ทำให้แก่ตัวเราเองแล้ว ก็ไม่มีใครป้องกัน ไม่มีใครแก้"

ข้อคิดสำหรับ ท่านที่อาจหมดกำลังใจต่ออุปสรรคใดๆที่ผ่านเข้ามา โปรดระลึกไว้เสมอว่า อุปสรรคหรือความโชคร้ายที่เข้ามาหาเรานั้น ไม่ช้าก็ผ่านไป จงแก้ไขด้วยกำลังอย่างดีที่สุด แล้วเราก็จะได้ผลประโยชน์จากความโชคร้ายนั้น มิมีผู้ใดในโลกนี้ ที่มิได้เคยพานพบกับความโชคร้านใดๆในชีวิต เพียงแต่ท่านเหล่านั้น จะมีวิธีการบังคับหรือรับมือกับความโชคร้ายอย่างไร โชคร้ายผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพียงแต่เราจะยอมให้ผ่านไป แล้วเก็บเอาประสบการณ์ที่ดีในการเรียนรู้ หรือ จะเลือกเก็บประสบการณ์ ที่จะทำให้เราเจ็บปวด หรือ รู้สึกแย่กับตัวเราเอง เราเท่านั้นเป็นผู้เลือก

“กิจการทุกอย่างที่จะนำเราไปสู่ความเจริญนั้น ย่อมต้องมีการเสี่ยงเคราะห์อยู่เสมอ ในโลกนี้ไม่มีหนทางอันราบรื่น สำหรับนำไปสู่ความเจริญสักทางเดียว เราจะต้องบุกป่าฝ่าหนามไปทั้งนั้น”

“หลักจิตวิทยาที่รับรองกันทั่วไปนั้นมีอยู่ว่า การสร้างความพอใจให้แก่มนุษย์นั้น คือการที่แสดงให้เห็นว่า เราเชื่อว่าเขามีความสำคัญ เขามีประโยชน์ ไม่ใช่ว่าเราสำคัญคนเดียว หรือ เรามีประโยชน์แต่ผู้เดียว”

“ธรรมชาติได้สร้างมนุษย์มาให้ขยัน เราจะเห็นได้ว่าเด็กที่เกิดมาพอที่จะเคลื่อนคลานหรือเดินได้ก็อยู่ไม่สุข เราเรียกพฤติการณ์อันนี้ว่า “ซน” แต่ความจริงเป็นเรื่องที่ธรรมชาติสร้างมาให้มนุษย์ขยันขันแข็ง ธรรมชาติได้สร้างมนุษย์และสัตว์ ให้ต่อสู้อุปสรรค ให้ออกแรงทำความมานะพยายาม ถ้ามิฉะนั้นก็ไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ ปลาต้องว่ายทวนน้ำ มนุษย์เราก็ควรจะเป็นเช่นเดียวกัน เราจะมีชีวิตอยู่ได้ ก่อร่างสร้างฐานะของเราได้ จะหล่อหลอมอนาคตขึ้นได้ เราจำต้องเผชิญกับอุปสรรค ชีวิตที่ไม่เคยเผชิญอุปสรรค จะไม่มีความก้าวหน้าแม้แต่อย่างหนึ่งอย่างใด ว่าวที่จะขึ้นสูงได้ ก็เพราะมันต้านลม ว่าวที่จะปลิวไปตามลมนั้น ก็คือว่าวที่ขาดลอย"

สำหรับสุดท้ายข้าพเจ้าก็ขอฝากอีกครั้ง กับข้อคิดข้างล่างของท่านพันตรี หลวงวิจิตรวาทการ

การที่จะเผชิญชีวิต หรือฟันผ่าอนาคตให้ลุล่วงไปด้วยดี เราต้องถือท้ายยึดพวงมาลัย ควบคุมทางดำเนินชีวิต เราจะต้องรับผิดชอบโดยถือหลักว่า ความดีความไม่ดี เป็นสิ่งที่เราสร้างของเราเอง เราจะต้องให้อนาคตอยู่ในบังคับและควบคุมของเรา และ เพื่อการนี้เราจะต้องมีกำลัง 3 ประการ คือ กำลังกาย กำลังความคิด และกำลังใจ กำลังกายหมายถึง เป็นผู้มีอนามัยดี ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเป็นความสำคัญ กำลังความคิด หมายถึง วิชาความรู้และมันสมองที่ดี และ กำลังใจ หมายถึง สมรรถภาพของดวงจิต ที่เป็นเครืองส่งเสริมและควบคุม ให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเหมาะสม

เราควรจะตำหนิตัวเรามาก เรามีร่างกายที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้ใช้การได้ดี เรามีชีวิตที่สูงกว่าสิ่งทั้งหลาย แต่เราได้เลินเล่อ ละเลยไม่ควบคุม ปล่อยชีวิตให้ดำเนินไปตามเหตุการณ์ ตามสิ่งแวดล้อม ตามความใคร่ ความปรารถนา เหมือนนายเรือที่ไม่ถือท้าย ปล่อยให้ชีวิตแล่นไปโดยปราศจากความยับยั้งรั้งตัว

การที่เราไม่ถือท้ายควบคุมทางดำเนินชีวิตของเราเองนั้น เป็นการที่เราทำลายตัวเอง ทำลายชีวิตซึ่งมีค่าสูงและหายากที่สุด บางทีเราปล่อยตัวของเราให้ดำเนินไป ในหนทางที่เรารู้ว่าผิด เราไม่มีกำลังใจพอที่จะยับยั้งตัว ให้หันมาในทางที่ถูก ปล่อยชีวิตของเรา เสีย ไปทั้งชีวิต

เป็นการประหลาดเหลือเกิน ที่พวกเราโดยมากมักตีราคาชีวิตของเราเองต่ำเกินไป ถ้าเรามีเรือสักลำหนึ่ง เราไม่ชอบถือท้ายควบคุม (ชีวิต) เพราะเป็นการฝืนใจไม่สนุก เราไม่ค่อยตั้งจุดหมายปลายทางของชีวิตให้แน่นอน เพราะเกียจคร้านที่จะคิด เราเห็นแก่ความสุขสนุกสบายชั่วครู่ ชั่วขณะ ยอมรับความลำบาก ซึ่งบางทีก็รู้อยู่ดีว่าจะมีมาภายหลัง เราปล่อย ชีวิตให้ล่องลอยไปตามกระแสของเหตุการณ์ เหมือนปล่อยเรื่อให้แล่นไปตามกระแสน้ำ แล้วเราก็ไม่ค่อยเฉลียวคิด ว่าการทำเช่นนั้น เป็นการตีราคาชีวิตของเราต่ำกว่า เรื่อลำหนึ่ง หรือ รถคันหนึ่ง

ข้าพเจ้าหวังว่า ข้อคิดดีๆทั้งหมดข้างบน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีอยู่อีกมากของท่านหลวงวิจิตรวาทการ จะนำพาความคิดที่ดี และ เป็นกำลังใจให้ท่านผู้อ่านได้คิดสร้าง และ ปรับตัว เพื่อสิ่งดีๆสำหรับตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องรั้งรอให้ถึงโอกาสพิเศษอันใดแล้วค่อยกระทำนะครับ

- M.I.S.S.Consult.com Copyright 2016-2020: บทความ ข้อความ ข้อมูล รวมความถึง เนื้อหารายละเอียด ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ MissConsult Co., Ltd. การเก็บข้อมูล อาจทำได้โดยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางการค้า สื่อ หรือ ตีพิมพ์ซ้ำ คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การ ทำซ้ำ เผยแพร่ ตีพิมพ์ หรือ จำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท บริษัทจะดำเนินการ ตามกฎหมาย กับผู้ละเมิดสิทธิดังกล่าวโดยทันที


954 views

© 2018  M.I.S.S.Consult

The Professional of Psychometric tests & People Development Provider