• MissConsult's Coach

Self-Belief: ความเชื่อในตนเอง


Self-Belief: ความเชื่อในตนเอง

ผู้เขียนคือหนึ่งในคนที่เคยมีความสงสัยว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จต่างกัน?..

เป็นเพราะเราเกิดที่ประเทศไทยเหรอ เราถึงประสบความสำเร็จแบบคนอื่นเขาไม่ได้? เป็นเพราะเราไม่รวยเหรอ เราถึงทำอะไรไม่สำเร็จ? หรือ เป็นเพราะเราไม่มีเส้นสาย ไม่มีเครือข่ายหรือ เราถึงประสบความสำเร็จแบบที่เราต้องการไม่ได้??

ผู้เขียนไม่เคยเข้าใจ เพราะในความคิดของผู้เขียน เราก็แค่อยากใช้ชีวิตแบบมีความสุข มีความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัว ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นหนี้เป็นสิน เราไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้เลย และ ทำไมเราจะทำไม่ได้? และวันหนึ่ง ผู้เขียนก็ได้รับคำตอบในสิ่งที่ตนเองเคยสงสัย ผ่านโอกาสทางการทำงานร่วมกับคนต่างชาติหลากหลายประเทศ และ ด้วยตนเองเป็นคนที่รักในเรื่องดังกล่าว ทำให้เป็นคนที่ชอบสังเกตคน และพบเรื่องน่าสนใจดังนี้ ...

ยิ่งคนฉลาด ยิ่งพูดน้อย ยิ่งคนประสบความสำเร็จด้วยตนเองยิ่งมีความเมตตา และ ต้องการสนับสนุนคนอื่น ผู้บริหารระดับกลางดูน่ากลัว รุก ก้าวร้าว ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงสุด กลับสุภาพ สุขุม ยิ่งสูง ยิ่งดูธรรมดา

วันหนึ่ง องค์กรได้ส่งให้ผู้เขียนเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาการบริหารคน ซึ่งจุดประกายความรักในเรื่องนี้ของผู้เขียน จนผู้เขียนสนใจเรียนต่อในเรื่องของจิตวิทยาการพัฒนาบุคคล และได้ต่อความฝันของตนเองมาทำงานในสายงานของการพัฒนาศักยภาพบุคคล

ผู้เขียน คือ คนที่ได้พิสูจน์หลักการต่างๆที่ได้เรียนมาและพบว่าสามารถประสบผลสำเร็จได้จริง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเหลือเกินสำหรับการนำหลักการและความรู้ที่เรียนมาใช้กับคนไทย เพราะ ผู้เขียนเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ทำงานกับคนต่างชาติและพบว่า คนไทยฉลาดและไม่ด้อยกว่าใคร แต่คนไทยประสบความสำเร็จได้ไม่มากเท่าคนชาติอื่น เพียงแค่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องจิตวิทยาเพื่อนำมาใช้ดูแลตนเองและคนรอบตัวอย่างเหมาะสมแค่นั้นเอง

Self-Belief หรือ ความเชื่อในตนเอง คือ สิ่งที่ผู้เขียนพบว่าคือกุญแจสำคัญของความสำเร็จทุกรูปแบบสำหรับผู้เขียน เพราะใครๆก็มีความฝัน ความคาดหวังได้ แต่เช่นเดียวกัน โลกก็ไม่ได้เป็นไปในแบบที่เราต้องการเสมอ อีกทั้งคนในชีวิตจริงก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจและให้กำลังใจ ทำให้สิ่งเหล่านี้คืออุปสรรคที่สำคัญ ที่ใครจะบอกว่าไม่สำคัญก็ไม่ได้ มันคล้ายๆ กับ น้ำ ที่เราต้องการเพื่อความสดชื่นและการสู้ต่อ...

บ่อยครั้งที่ผู้เขียนเองรู้สึกท้อ หรือ รู้สึกเหนื่อย บางทีเหมือนสิ่งที่เราฝัน สิ่งที่เราอยากทำ มันแทบไม่มีทางเป็นไปได้...บ่อยครั้งที่รู้สึกเหนื่อย จนหยุดทำทุกอย่างและถามตัวเองว่า ทำไปเพื่ออะไร??

ไม่มีใครตอบให้ผู้เขียน นอกจากเสียงเล็กๆในหัวของผู้เขียนบอกว่า แล้วไม่ทำละ ได้อะไร? มันสำคัญมากหรือกับเสียงคนรอบข้างที่คัดค้าน แล้วตัวผู้เขียนละ เชื่อในสิ่งที่ตนเองทำแค่ไหน? ...

และสุดท้าย ผู้เขียนก็พบว่า ผู้เขียนเองเขื่อในสิ่งที่ตนเองทำ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง และเป็นสิ่งที่ตนเองรัก พอความคิดนี้เข้ามาเป็นคำตอบ มันก็คือ บทสรุป ที่ให้กำลังใจตนเองลุกขึ้นมาและทำต่อไป

และแน่นอน อุปสรรคก็ยังมีอยู่ ยังเหนื่อยใจ ยังเสียใจ แต่ สุดท้ายก็ไม่เป็นไร ไม่ท้อ จะทำต่อไป...

ความเชื่อในตนเองอย่างถูกต้อง หรือ Self-Belief คือ สิ่งที่จะป้องกันเราจากการล้มเลิกในสิ่งที่เราตั้งใจดีที่สุด...ทุกครั้งที่ท้อใจ เหนื่อยใจ ผู้เขียนจะถามตนเองเสมอ.. แล้วตัวเราละ เชื่อในเรื่องนี้แค่ไหน? ถ้าใช่ ผู้เขียนก็จะไม่ยอมแพ้ และ พยายามทำต่อไป ผ่านการเรียนรู้ในสิ่งที่พลาด เพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จได้อย่างดีที่สุด ตัวอย่างง่ายๆ จากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน

น้องน้ำแข็ง:

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ผู้เขียนขอเรียกว่า น้องน้ำแข็ง ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสรู้จัก ผ่านน้องผู้หญิงแฟนของเขาที่ได้เข้ามาเรียนกับผู้เขียน น้องผู้หญิง ท่านนี้ มีลักษณะที่เด่นในการถูกมองเห็นและเสริมพลังงานที่ดีให้แก่ตนเอง (ราศี บารมี คือ พลังงานของมนุษย์ ถ้าอยากราศี บารมีดี เราสามารถสร้างได้)

เป็นเด็กที่กระตือรือร้น แววตาที่สดใส และ มองหาแง่ดีของสิ่งต่างๆรอบตัวด้วยการวิเคราะห์ ด้วยลักษณะดังกล่าว ทำให้มีบุคลิกภาพที่ชัดเจน ของคนที่โดดเด่น และ น่าสนใจ น้องผู้หญิงท่านนี้ ได้ขออนุญาตพาแฟนมาให้ผู้เขียนรู้จัก และ เมื่อได้เห็นเด็กหนุ่มคนนี้ครั้งแรก ความรู้สึกของผู้เขียน คือ เป็นเด็กหนุ่มที่มีศักยภาพ ผ่านดวงตาที่ฉายแววของความมีชีวิตชีวา มีความฉลาดและไหวพริบที่ดีผ่านการพูดและการใช้ถ้อยคำ และ มีลักษณะความสุภาพ การให้เกียรติผู้อื่น ผ่านการแสดงออกทางการปฏิบัติที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ได้มีโอกาสพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้เขียนพบว่า น้องน้ำแข็ง กำลังอยู่ในพื้นที่ของความสุขสบาย หรือ comfort zone โดยขาดการใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง

ผู้เขียนได้พูดบางอย่างเพื่อกระตุ้นเขา แต่ไม่มากนัก เพราะ เรื่องการพัฒนาตนเอง เป็นความสำคัญของบุคคลที่เขาต้องเห็นพร้องด้วยเสมอ แต่อย่างไรก็ตาม คำพูดของผู้เขียนดังกล่าว ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้กลับไปคิด และ สุดท้าย เขาก็กลับมาคุยกับผู้เขียนอีกครั้ง

ผู้เขียนให้หลักการของการสร้าง Self-Belief แก่น้องคนนี้เริ่มต้น และ น้องทำตามอย่างดี ทำให้ผู้เขียนมั่นใจและรู้สึกถึงความตั้งใจมั่น และ น้องน้ำแข็งก็เป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่าง ที่สามารถพิสูจน์ถึงหลักการทางจิตวิทยาด้านการพัฒนาบุคคลที่ดีได้ด้วยผลสำเร็จ จาก พนักงานทั่วไป ปัจจุบัน กลายเป็น ผู้จัดการ ที่สามารถเพิ่มเงินเดือนและความก้าวหน้าให้แก่ตนเองมากกว่า 3 เท่า ภายในเวลา 1 ปี

แต่ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่จะมีผู้ทำสำเร็จทุกคน เพราะ ผู้เขียนเองก็พบคนที่มีศักยภาพมากมาย ต่อให้ผู้เขียนเชื่อมั่นและเห็นศักยภาพในตัวเขา แต่ตัวเขาเองไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเองเลย และ แน่นอน เขาได้แค่อยากรู้อยากเป็น อยากฝัน แต่เขาไม่เคยอยากทำ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จ

น้องน้ำใจ

เป็นเด็กผู้หญิงที่ศักยภาพสูงมาก มาจากครอบครัวที่มีปัญหาทำให้มีความต้องการประสบความสำเร็จสูงมาก กดดันตนเอง และ พยายามที่จะชนะให้ได้ทุกสถานการณ์ เป็นเด็กที่น่าสงสารและน่าชื่นชมในขณะเดียวกัน ผู้เขียนให้น้องน้ำใจ ทำตามขั้นตอนเบื้องต้นในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ตนเอง อย่างไรก็ตาม น้องน้ำใจไม่เคยเลยสักครั้งที่จะทำ แต่จะมาพร้อมข้ออ้างและอุปสรรคมากมาย และ แน่นอนว่า ปัจจุบัน น้องน้ำใจ ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเดิมเลย ทั้งๆ ที่เขามีศักยภาพมากพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง

ไม่ใช่แค่เพียงวัยรุ่น หรือ วัยทำงาน ประสบการณ์ของผู้เขียนในการทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย พบว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดของการประสบความสำเร็จตามศักยภาพพื้นฐานของเราก็คือ ความเชื่อมั่นในตนเอง Self-Belief นั่นคือ เหตุผลที่เราหาข้ออ้างมากมาย เพื่อจะได้ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร

หลายๆครั้ง ที่ผู้เขียนพบผู้บริหาร อายุเฉลี่ย 50 ปี แต่กลับทำพฤติกรรมแบบเด็กๆ ที่ชอบกดดันผู้อื่น ชอบแสดงอำนาจ และ ชอบทำให้คนอื่นตกต่ำ หรือ เรียกร้องให้คนอื่นยอมรับ และเห็นความสำคัญในตำแหน่งของตนเอง วิจารณ์ทุกอย่างรอบตัว แต่ ไม่เคยวิจารณ์ตนเองเลยสักครั้ง บุคคลเหล่านี้ พร้อมจะจากไปกับวัยที่ไม่ได้เรียนรู้เลยว่า เขามีความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ตนเองและครอบครัว สังคมได้มากแค่ไหน เพียงเพราะ ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เมื่อขาด ก็เรียกร้องต้องการจากคนอื่น เขาให้ก็ไม่เพียงพอ ต้องการข่ม ต้องการให้แสดงอย่างชัดเจน ซึ่งคนเหล่านี้ ไม่เคยที่จะได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากคนรอบตัว และ แน่นอน สิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นวงจรที่น่ารังเกียจในองค์กร ที่หลายๆองค์กรชอบบอกผู้เขียนว่า ผู้บริหารของเขา บริหารทีมงาน หรือ ลูกน้องไม่ได้ หรือ แย่สุด คือ ลูกน้องไม่ยอมรับ/เด็กฉลาดๆ เก่ง ลาออก

Self-Belief จึงกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ตนเอง เพื่อการสร้างสรรค์ศักยภาพของตนเองให้เกิดขึ้นอย่างถูกต้องเหมาะสมในเบื้องต้น ไม่เพียงจะกระตุ้นจูงใจ ทำให้เราอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ หากแต่ยังเป็นการสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้เกิดขึ้นแก่ตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่น

ประโยชน์ของการมี Self-Belief

  • มองเห็นโอกาสจากสิ่งรอบตัว

  • มองหาทางแก้ไขปัญหา

  • กระตือรือร้น สุภาพ มั่นใจในตนเองอย่างเหมาะสม

  • เรียนรู้ได้ เกิดการพัฒนาตนเองต่อเนื่อง

  • สุภาพจิตดี มีกำลังใจที่ดีในการใช้ชีวิต

  • สร้างบุคลิกภาพด้านบวก และ ดึงดูดผู้คน

หลักการสร้าง Self-Belief

  • Set Goal-ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและทำได้จริง: การตั้งเป้าหมาย คือ หัวใจของการสร้าง Self-Belief ที่ดีให้เกิดขึ้น โดยต้องตั้งเป้าหมายบนพื้นฐานของการกระทำได้จริง ในขอบเขตและกรอบเวลาที่เหมาะสม เช่น การตั้งเป้าหมายในการได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น คุณก็ต้องกำหนดเป็นตัวเลขที่ชัดเจน เช่น 20% หรือ 50% หรือ 100% หลังจากนั้น ให้วางแผนในการดำเนินการ ผ่านกรอบเวลาและผลสำเร็จในลักษณะลำดับขั้น เช่น สิ้นปี ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10% และทำให้ได้ก่อน หลังจากนั้น ก็เพิ่มไปเรื่อยๆ จนได้กำหนด 100%

การตั้งเป้าหมายในลักษณะนี้ เหมาะกับ เป้าหมายใหญ่ เพราะ จะทำให้เราเห็นความคืบหน้าของเป้าหมายที่เราคาดหวังได้เรื่อยๆ ไม่เกิดความท้อแท้ ดังนั้นในการบรรลุเป้าหมายใหญ่ เราจำเป็นต้องสร้างเป้าหมายย่อยบนพื้นฐานการวิเคราะห์ ความเป็นไปได้อย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน

  • Positive Self-talk: การสร้างความเชื่อมั่นแก่ตนเองในระดับ จิตกึ่งไร้สำนึกหรือ subconscious mind เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อตนเองอย่างยั่งยืน ผ่านหลักการดังนี้

คิดถึง สิ่งที่คุณเคยประสบความสำเร็จ หรือ ภาคภูมิใจ และ หาว่าคุณสมบัติ ใดของคุณที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จดังกล่าว เช่น คุณเคยสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังในคณะที่มีการแข่งขันสูงสุดได้ และ คุณก็พบว่า คุณอ่านหนังสือ และพยายามอย่างมาก จนสามารถทำได้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า คุณมีลักษณะของความไม่ยอมแพ้ ความพยายาม ดังนั้น คุณก็สามารถนำคำพูดดังกล่าว มาพูดกับตนเองในรูปแบบ Positive Self-talk ได้ดังนี้ “ครั้งหนึ่งเราก็เคยทำได้ เราเป็นคนไม่ยอมแพ้ เราจะต้องทำให้ได้ดีที่สุด” พูดในลักษณะดังกล่าว ทุกเช้า ในช่วงการอาบน้ำเช้า (ควรอาบน้ำเย็น เพราะจะทำให้สมองเราตื่นตัว เมื่อพูดดังกล่าว จะทำให้เกิดการคิดถึงเหตุการณ์ และ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ดี )

การพูดความเชื่อมั่นดังกล่าว ควรทำทุกวัน และ เป็นเวลาเดียวกัน ในช่วงที่คุณไม่ถูกรบกวนมากที่สุด

  • Comparing: หยุดการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น เป็นเรื่องที่แย่ที่สุดที่คุณทำกับตนเอง เพราะ แต่ละคนแต่ละประสบการณ์​แต่ละปัจจัย ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ คุณมีหน้าที่เดียวถ้าต้องการเปรียบเทียบ คือ เปรียบเทียบกับตนเองในอดีตที่ผ่านมา ว่าคุณมีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม

การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ใน ปัจจุบัน ทำได้ง่ายและเป็นไปแบบไม่รู้ตัว ผ่านการใช้สังคมออนไลน์ เช่น Facebook เพราะ คุณจะเห็นสิ่งเร้าจากบุคคลต่างๆ ที่คุณเองก็คาดหวัง ดังนั้น จะเกิดการคิดคำนึงโดยไม่รู้ตัว และ ทำให้เกิดความเหนื่อยใจ หรือ ท้อใจ ดังนั้น การกำหนดเวลา การเล่น Facebook หรือ ออนไลน์ คือ สิ่งสำคัญที่จะลดความรู้สึกดังกล่าวให้แก่คุณได้ ไม่ควรเล่นเกินวันละ 2 ชม และ ควรเล่นเป็นช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น

  • Developing: การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง วางแผนการพัฒนาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เอาเพียงแค่ตั้งใจ หรือ คาดหวัง หากแต่ ต้องทำให้เกิดการลงมือปฏิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม ข้อนี้ คือ หัวใจสำคัญ ที่จะทำให้คุณรู้สึกสดชื่น และ มีความหวัง ตลอดทั้ง ทำให้คุณเกิดการรับรู้ในศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นแก่ตนเองอย่างต่อเนื่อง

การเรียนรู้ต่อเนื่อง จำเป็นที่คุณต้องเลือกแหล่งการเรียนรู้ เพราะ ปัจจุบัน แหล่งการเรียนรู้มีมาก หากคุณเลือกผิดย่อมเสียเวลา เสียทรัพยากร และ พลาดโอกาส การเรียนรู้ให้สำเร็จในสิ่งใด สิ่งที่สำคัญคือ แนวทางการปฏิบัติ หลีกเลี่ยง การเรียนรู้ เพียงคำพูด หรือ ถ้อยคำ เพราะตามหลักจิตวิทยา เมื่อคุณได้ฟังคำพูดดีๆ เยอะๆ สุดท้าย จิตใจของคุณจะรักแค่ถ้อยคำ และคุณเองจะไม่ทำอะไรเลย เพราะ การฟัง ย่อมง่ายกว่าการลงมือกระทำเสมอ การฟังสิ่งดีๆ บ่อยๆ ที่ปราศจากการวางแผนปฏิบัติ จิตใจของคุณจะสร้างข้อจำกัด บนพื้นฐานการกลัวทำแล้วไม่สำเร็จขึ้นมาทำให้คุณรั้งรอที่จะทำ รอจังหวะ หรือโอกาส สุดท้าย คุณอาจไม่เคยได้กระทำอะไรจริงเลย

การพัฒนาตนเอง เป็นหนึ่งในกลุ่มทักษะ

  • คุณสามารถพัฒนาจิตใจของตนเอง ผ่านการอ่านหนังสือ หรือ การพูดคุยกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จด้วยตนเองอย่างแท้จริง อย่าเลือกเพียงอ่านข้อมูลเพียงเพราะคุ้นตา แต่ให้เลือกเพราะ คุณเชื่อว่า เขาเองก็ทำได้ด้วยตนเอง และ ระลึกไว้เสมอ คุณที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง จะมีจิตใจที่ดีและต้องการสนับสนุนผู้ที่ต้องการสร้างสรรค์ตนเองเสมอ

  • คุณสามารถพัฒนาทักษะ ทางการทำงาน การบริหาร ทางการสื่อสาร ผ่านการฝึกทักษะ และ การใช้จริง เท่านั้น หยุดการเรียนรู้ทักษะ เพียงแค่อ่าน หรือ ฟัง แต่ให้หาผู้สอนที่สามารถบอกแนวทางการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการใช้ หรือ การปฏิบัติได้ เท่านั้น

ปัจจุบัน เราพบกระแส การพัฒนาจิตใจผ่านการเข้าสัมมนาเพื่อสร้างพลังใจและอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่บางครั้ง ถ้าคุณเลือกไม่เป็น คุณก็จะเสียทั้งเวลาและความเชื่อมั่นในตนเองที่ถูกต้อง โปรดระลึกเสมอว่า การประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคำพูดดีๆ แต่ เกิดขึ้น เพราะ การลงมือกระทำ และ แนวทางที่ชัดเจน จงรู้จักเลือกครูที่เหมาะกับคุณ ถ้าไม่ใช่ อย่าเสียดายเงิน แต่ให้เสียดายเวลา และ มองหาคุณครูที่ใช่ เพราะการเรียนรู้ คือ หัวใจสำคัญของการพัฒนา เพราะ ครูที่คุณเลือกเรียนรู้ คือ คนสำคัญในการสร้างมุมมองในชีวิตของคุณ

แน่นอน ครูไม่จำเป็นต้องมีคนเดียว มีได้หลายคน แต่ทุกคนต้องใช่และสร้างมูลค่าที่เหมาะสมแก่คุณ

- MissConsult

Copyright 2015-2020: บทความ ข้อความ ข้อมูล รวมความถึง เนื้อหารายละเอียด ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ MissConsult Co., Ltd. การเก็บข้อมูล อาจทำได้โดยวัตถุประสงค์ส่วนบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับทางการค้า สื่อ หรือ ตีพิมพ์ซ้ำ คัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด เพื่อประโยชน์ในเชิงธุรกิจ การ ทำซ้ำ เผยแพร่ ตีพิมพ์ หรือ จำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัท บริษัทจะดำเนินการ ตามกฎหมาย กับผู้ละเมิดสิทธิ์ดังกล่าวโดยทันที


© 2018  M.I.S.S.Consult

The Professional of Psychometric tests & People Development Provider